ฟินันเซียไซรัสชี้ SAMTEL-JTS-LOXLEY-AIT รับอานิสงส์ ครม.อนุมัติโครงการลงทุน
3G ของ TOT
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า ที่ประชุมครม.วานนี้ (28 ก.ย.) อนุมัติให้
'ทีโอที' ลงทุนแผนธุรกิจโครงสร้างโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3G วงเงินราว 1.9 หมื่นลบ. เป็นโอกาส
ต่อ SAMTEL JTS LOXLEY AIT ในการเข้าร่วมประมูลงาน คาดว่าใช้ระยะเวลาโครงการติด
ตั้ง 2 ปี จากสมมุติฐานเบื้องต้น (1) มูลค่าโครงการที่ 1.744 หมื่นล้านบาท (2) โอกาสได้งาน
ของแต่ละบริษัทที่ 20% (3)คาดว่าใช้ระยะเวลาโครงการติดตั้ง 2 ปี (4) เริ่มรับรู้รายได้ในปี 11
ที่ 60% (5) Net margin ที่ 5% และ (6) อิง P/E ที่ 14 เท่า SAMTEL – คาดมูลค่าเพิ่มจาก
โครงการ 2.40 บาท จากราคาเป้าหมายเดิมที่ 9.80 บาท เป็น 12.24 บาท , JTS - คาดมูลค่า
เพิ่มจากโครงการ 2.10 บาท (ราคาปิดวันที่ 27 ก.ย.10 ที่ 1.94 บาท) , LOXLEY - คาดมูลค่า
เพิ่มจากโครงการ 0.70 บาท จากราคาเป้าหมายเดิมที่ 2.20 บาท เป็น 2.93 บาท , AIT - คาด
มูลค่าเพิ่มจากโครงการ 4.50 บาท จากราคาเป้าหมายเดิมที่ 40 บาท เป็น 44.50 บาท อย่างไร
ก็ตาม ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการเก็งกำไรมาก เนื่องจากการแข่งขันน่าจะค่อนข้างมาก และ
เป็นโครงการใหญ่ที่อาจกระทบต่อฐานะทางการเงินหากประมูลได้
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 9:28:33
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 3G แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 3G แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553
3G จุดพลุหุ้นเล็ก
ครม. จุดพลุหุ้นเล็กไอซีที หลังอนุมัติให้ ทีโอที ลงทุนโครงการ 3G มูลค่า 1.9 หมื่น
ล้านบาท ส่งผลหุ้นเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ทำธุรกิจบนโครงข่ายปรับขึ้นถ้วนหน้า รวมถึงบรรดาผู้
จำหน่ายเครื่องโทรศัพท์มือถือ โบรกเกอร์ชี้ รอบนี้ต้องยกนิ้วให้ JAS-SAMTEL
หุ้นเล็กบวกรับ 3G ทีโอที เดินหน้า
แม้งานประมูล 3G จะต้องยุติลงไป แต่ไม่ได้ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสารหมดเสน่ห์ลงแต่อย่างใด เพราะล่าสุดวานนี้ (28 ก.ย.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เห็นชอบโครงการลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มูลค่า
โครงการ 1.9 หมื่นล้านบาท จากเดิมเป็นโครงการตั้งแต่สมัยที่ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี
เป็นรมว.ไอซีที ได้เสนอให้ครม.เห็นชอบกรอบลงทุนที่วงเงิน 2.9 หมื่นล้านบาท แต่ที่ประชุม
ครม. เมื่อวันที่ 25 ส.ค.53 ได้ปรับลดกรอบลงทุนเหลือ 1.9 หมื่นล้านบาท และนั่นทำให้หุ้นเล็กๆ
ที่เกี่ยวข้องกับ 3G ต่างปรับขึ้นถ้วนหน้า นำโดย บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
(มหาชน) หรือ JAS, บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) (SAMTEL) และ บริษัท จัสมิน
เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JTS
โดยวันดังกล่าว JAS ปิดที่ระดับ 1.38 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ 6.15% มูลค่า
การซื้อขาย 983.28 ล้านบาท, SAMTEL ปิดที่ระดับ 10.60 บาท เพิ่มขึ้น 1.10 บาท หรือ
11.58% มูลค่าการซื้อขาย 622.38 ล้านบาท และ JTS ปิดที่ระดับ 2.12 บาท เพิ่มขึ้น 0.18
บาท หรือ 9.28% มูลค่าการซื้อขาย 76.05 ล้านบาท
โบรกฯ ชู JAS--SAMTEL-JTS โดดเด่น
นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่กรุ๊ป
กล่าวว่า จากกรณีที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G
ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มูลค่าโครงการ 1.9 หมื่นล้านบาทนั้น จะส่งผลดีต่อกลุ่มสื่อสาร
ขนาดเล็กที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจบนโครงข่าย 3G อย่างแน่นอน โดยเฉพาะบริษัท จัสมิน
อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน)
(SAMTEL) และบริษัทจัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JTS ซึ่งจะเกี่ยวข้องกัน
ในโครงการประมูลรับงานวางเครือข่ายในโครงการดังกล่าว
ทั้งนี้มองว่า SAMART ซึ่งเป็นบริษัทฯเอกชนที่เคยได้รับงานจาก บริษัท ทีโอที
จำกัด (มหาชน) แล้วนั้น จะมอบหมายงานต่อเนื่องไปยัง JAS ในการวางระบบ แต่อย่างไรก็ตาม
หากมองราคาหุ้น JAS ขณะนี้พบว่าราคาปรับสูงขึ้นเกิดพื้นฐานที่ 0.60 บาท ไปแล้ว จึงแนะนำให้
เพียงเก็งกำไรตามกระแสข่าวเท่านั้น โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 1.50 บาท และแนวรับอยู่ที่ 1.35 บาท
ส่วนพื้นฐานผลงานด้านกำไรในปีนี้มองวาไม่ดีนัก อยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาท จากงวด 6 เดือน
ที่มีกำไร 366.57 ล้านบาท
ขณะที่หุ้นในกลุ่มที่กล่าวถึงนั้น ตัวที่น่าสนใจมากที่สุด แนะนำซื้อ JTS เนื่องจากราคา
ยังต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ 2.50 บาท โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 2.30 บาท และแนวรับอยู่ที่ 2.06 บาท
ซึ่งในส่วนของผลการดำเนินงานในปีนี้นั้น พบว่าผลงานในช่วงครึ่งปีแรก 2553 มีกำไรอยู่ที่ 92
บาท เท่ากับกำไรในปี 2552 ทั้งปี
ส่วนทั้งปีนี้ คาดว่าจะมีกำไรทั้งสิ้นประมาณ 170-180 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน
ประมาณเท่าตัว ขณะเดียวกันแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2554 มีโอกาสที่กำไรจะเติบโตขึ้น
เป็น 200-300 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4 บาทได้ ทั้งนี้แนวโน้มราย
ได้ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ 3G ดังกล่าวอาจมีการบันทึกในปีนี้บางส่วน และแบ่งไปบันทึกในปี
หน้าอีกส่วนหนึ่ง
นอกจากนี้ ในระยะต่อไปหากโครงการต่างๆ ดำเนินการเสร็จสิ้นได้ อาจส่งผลบวกต่อ
เนื่องในธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ อาทิ JMART เป็นต้น แต่อาจได้รับประโยชน์ไม่มากนัก
ขณะเดียวกันในส่วนของ ADVANC, DTAC และ TRUE อาจต้องเข้าไปเสียค่าเช่าเครือข่าย
3G จากทีโอทีได้ เพื่อรอบรับความต้องการใช้บริการ 3G ของลูกค้าด้วย
ภาพหน่วยงานรัฐเปลี่ยน เล่นหุ้นสนุก
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่าภาพของหน่วยงานรัฐที่ปรับเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ไม่ลงตัว ทำให้มองแนวโน้มอนาคตของธุรกิจสื่อสารได้ยาก เล่นหุ้นสนุก แต่คงทำให้ธุรกิจล้าหลัง
พัฒนาช้ากว่าเพื่อนบ้านไปอีกนาน
ส่วนการเปิดประมูลโครงข่าย 3G ของทีโอที คาดว่าการประมูลโครงข่ายจะทำให้เกิด
แรงเก็งกำไรในหุ้นที่รับงานประมูล ได้แก่ SAMTEL (ถือ 75% โดย SAMART) และ
LOXLEY นอกจากนี้หากทีโอทีมี Capacity ของโครงข่ายเพิ่ม จะทำให้ ADVANC มีโอกาส
ขอ Roaming บริการ 3G ของทีโอทีและกับบริการ Roaming การโทรด้วยเสียงของ
ADVANC ซึ่งจะทำให้ลูกค้าใน กทม. มีโอกาสใช้ 3G ได้เช่นกัน
ระบุโครงการ ทีโอที คืนทุน 7 ปี ให้ผลตอบแทน 19.49%
สำหรับแผนงานของ ทีโอที นั้น ในเบื้องต้น นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ระบุว่า ทีโอที จะจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา 1 แห่ง
เพื่อมาบริหารแผนงานในโครงการลงทุนระบบ 3G ของบริษัทเพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการ
ในระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในราคาที่ไม่แพงมากนัก
นอกจากนี้ ยืนยันว่าทางทีโอทีไม่จำเป็นต้องประมูลการจัดทำโครงการระบบ 3G เนื่อง
จาก ทีโอที ได้รับการประกาศใบอนุญาตให้ดำเนินการแล้วเมื่อปี 2545 โดยได้ตั้งเป้าจะขยาย
โครงข่ายสถานีให้ได้ 5,400 แห่งทั้งในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดใหญ่รวม 12-15
จังหวัด จากเดิมที่มีโครงข่ายอยู่แล้ว 4,700 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมกับประชาชนผู้ใช้บริการ โดย
คาดว่าจะมีความชัดเจนในอีก 6 เดือนข้างหน้า
ด้านนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม
ครม. ได้มีมติอนุมัติเงินลงทุนโครงการ 3G จำนวน 19,980 ล้านบาท ของบริษัททีโอที จำกัด
(มหาชน) (TOT) โดยเป็นการปรับลดจากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้เมื่อวันที่ 9 ก.ย.
2551 วงเงิน 29,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบประมาณในส่วนของการประกวดราคาคิดเป็นวง
เงิน 17,440 ล้านบาท เงินลงทุนในอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถโครงข่ายและการ
บริการให้ต่อเนื่อง วงเงิน 540 ล้านบาท ปรับปรุงโครงการเดิมของ บจ.เอซีที โมบาย จาก 2G
เป็น 3G วงเงิน 2 พันล้านบาท
ขณะที่ผลตอบแทนทางการเงินได้ประเมินไว้ที่ 19.49% คิดเป็นมูลค่า 11,411 ล้าน
บาท และช่วงเวลาคืนทุนจำนวน 7 ปี สำหรับจำนวนลูกค้าได้ตั้งเป้าไว้ที่ 7.4 ล้านเลขหมาย โดย
เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 5 ล้านเลขหมายในปี 2548 โดยรูปแบบธุรกิจเป็นประเภทขาย
ส่ง
นอกจากนี้ยังประเมินส่วนแบ่งการตลาดของโครงการดังกล่าวไว้ที่ 8% จากยอดรวม
ของตลาด หรือคิดเป็น 91 ล้านเลขหมาย จากเดิมในปี 48 ที่กำหนดไว้เพียง 6% เท่านั้น
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังอนุมัติการเปลี่ยนแปลงวิธีการประมูลราคาอุปกรณ์โครง
ข่าย จากเดิมเป็นการประกวดราคาแบบสากล เปลี่ยนเป็นวิธีการประกวดราคาแบบทั่วไป เนื่อง
จากปัจจุบันบริษัทชั้นนำด้านโทรคมนาคมทุกบริษัทมีผู้แทนสาขาอยู่ในประเทศไม่ต่ำกว่า 5 ราย
ดังนั้นจึงมีผู้เข้าประกวดราคาในประเทศมากเพียงพอที่จะก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างสมบูรณ์และ
นำมาซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดย ทีโอที จะยังได้รับผลประโยชน์ในด้านราคาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมครม. ยังได้เปิดให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถเข้าร่วมการ
ประมูลกับผู้ประกอบการภายในประเทศได้ เพื่อให้เกิดการเปิดกว้างสำหรับการประมูลโครงการ
ดังกล่าว โดยคาดว่าการประมูลในวิธีการประกวดราคาทั่วไปนั้นจะช่วยประหยัดระยะเวลาดำเนิน
การได้ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมูลประมาณ 60 วันและจะช่วยให้ ทีโอที สามารถ
พัฒนาระบบโครงข่ายระบบ 3G ได้แล้วเสร็จก่อนผู้ประกอบการรายอื่นๆ
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังได้มอบหมายให้บริษัท ทีโอที ไปจัดทำแผนบริหารความ
เสี่ยงในด้านของการจัดการลงทุนโครงการดังกล่าว เนื่องจากได้มีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องของ
ความเสี่ยงในการดำเนินงานโครงการระบบ 3G ของ ทีโอที เพราะหลังจากนี้หากมีการจัดตั้ง
กสทช. ขึ้นเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานดังกล่าว
อีกทั้งการเดินหน้าโครงการในครั้งนี้กระทรวงการคลังจะไม่ค้ำประกันความเสี่ยงให้
กับ ทีโอที เนื่องจากการลงทุนเป็นการทำธุรกิจในด้านเชิงพาณิชย์
เรียบเรียง โดย กานต์ธิดา หวานฉ่ำ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 8:11:52
ล้านบาท ส่งผลหุ้นเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ทำธุรกิจบนโครงข่ายปรับขึ้นถ้วนหน้า รวมถึงบรรดาผู้
จำหน่ายเครื่องโทรศัพท์มือถือ โบรกเกอร์ชี้ รอบนี้ต้องยกนิ้วให้ JAS-SAMTEL
หุ้นเล็กบวกรับ 3G ทีโอที เดินหน้า
แม้งานประมูล 3G จะต้องยุติลงไป แต่ไม่ได้ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสารหมดเสน่ห์ลงแต่อย่างใด เพราะล่าสุดวานนี้ (28 ก.ย.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เห็นชอบโครงการลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มูลค่า
โครงการ 1.9 หมื่นล้านบาท จากเดิมเป็นโครงการตั้งแต่สมัยที่ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี
เป็นรมว.ไอซีที ได้เสนอให้ครม.เห็นชอบกรอบลงทุนที่วงเงิน 2.9 หมื่นล้านบาท แต่ที่ประชุม
ครม. เมื่อวันที่ 25 ส.ค.53 ได้ปรับลดกรอบลงทุนเหลือ 1.9 หมื่นล้านบาท และนั่นทำให้หุ้นเล็กๆ
ที่เกี่ยวข้องกับ 3G ต่างปรับขึ้นถ้วนหน้า นำโดย บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
(มหาชน) หรือ JAS, บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) (SAMTEL) และ บริษัท จัสมิน
เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JTS
โดยวันดังกล่าว JAS ปิดที่ระดับ 1.38 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ 6.15% มูลค่า
การซื้อขาย 983.28 ล้านบาท, SAMTEL ปิดที่ระดับ 10.60 บาท เพิ่มขึ้น 1.10 บาท หรือ
11.58% มูลค่าการซื้อขาย 622.38 ล้านบาท และ JTS ปิดที่ระดับ 2.12 บาท เพิ่มขึ้น 0.18
บาท หรือ 9.28% มูลค่าการซื้อขาย 76.05 ล้านบาท
โบรกฯ ชู JAS--SAMTEL-JTS โดดเด่น
นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่กรุ๊ป
กล่าวว่า จากกรณีที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G
ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มูลค่าโครงการ 1.9 หมื่นล้านบาทนั้น จะส่งผลดีต่อกลุ่มสื่อสาร
ขนาดเล็กที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจบนโครงข่าย 3G อย่างแน่นอน โดยเฉพาะบริษัท จัสมิน
อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน)
(SAMTEL) และบริษัทจัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JTS ซึ่งจะเกี่ยวข้องกัน
ในโครงการประมูลรับงานวางเครือข่ายในโครงการดังกล่าว
ทั้งนี้มองว่า SAMART ซึ่งเป็นบริษัทฯเอกชนที่เคยได้รับงานจาก บริษัท ทีโอที
จำกัด (มหาชน) แล้วนั้น จะมอบหมายงานต่อเนื่องไปยัง JAS ในการวางระบบ แต่อย่างไรก็ตาม
หากมองราคาหุ้น JAS ขณะนี้พบว่าราคาปรับสูงขึ้นเกิดพื้นฐานที่ 0.60 บาท ไปแล้ว จึงแนะนำให้
เพียงเก็งกำไรตามกระแสข่าวเท่านั้น โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 1.50 บาท และแนวรับอยู่ที่ 1.35 บาท
ส่วนพื้นฐานผลงานด้านกำไรในปีนี้มองวาไม่ดีนัก อยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาท จากงวด 6 เดือน
ที่มีกำไร 366.57 ล้านบาท
ขณะที่หุ้นในกลุ่มที่กล่าวถึงนั้น ตัวที่น่าสนใจมากที่สุด แนะนำซื้อ JTS เนื่องจากราคา
ยังต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ 2.50 บาท โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 2.30 บาท และแนวรับอยู่ที่ 2.06 บาท
ซึ่งในส่วนของผลการดำเนินงานในปีนี้นั้น พบว่าผลงานในช่วงครึ่งปีแรก 2553 มีกำไรอยู่ที่ 92
บาท เท่ากับกำไรในปี 2552 ทั้งปี
ส่วนทั้งปีนี้ คาดว่าจะมีกำไรทั้งสิ้นประมาณ 170-180 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน
ประมาณเท่าตัว ขณะเดียวกันแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2554 มีโอกาสที่กำไรจะเติบโตขึ้น
เป็น 200-300 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4 บาทได้ ทั้งนี้แนวโน้มราย
ได้ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ 3G ดังกล่าวอาจมีการบันทึกในปีนี้บางส่วน และแบ่งไปบันทึกในปี
หน้าอีกส่วนหนึ่ง
นอกจากนี้ ในระยะต่อไปหากโครงการต่างๆ ดำเนินการเสร็จสิ้นได้ อาจส่งผลบวกต่อ
เนื่องในธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ อาทิ JMART เป็นต้น แต่อาจได้รับประโยชน์ไม่มากนัก
ขณะเดียวกันในส่วนของ ADVANC, DTAC และ TRUE อาจต้องเข้าไปเสียค่าเช่าเครือข่าย
3G จากทีโอทีได้ เพื่อรอบรับความต้องการใช้บริการ 3G ของลูกค้าด้วย
ภาพหน่วยงานรัฐเปลี่ยน เล่นหุ้นสนุก
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่าภาพของหน่วยงานรัฐที่ปรับเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ไม่ลงตัว ทำให้มองแนวโน้มอนาคตของธุรกิจสื่อสารได้ยาก เล่นหุ้นสนุก แต่คงทำให้ธุรกิจล้าหลัง
พัฒนาช้ากว่าเพื่อนบ้านไปอีกนาน
ส่วนการเปิดประมูลโครงข่าย 3G ของทีโอที คาดว่าการประมูลโครงข่ายจะทำให้เกิด
แรงเก็งกำไรในหุ้นที่รับงานประมูล ได้แก่ SAMTEL (ถือ 75% โดย SAMART) และ
LOXLEY นอกจากนี้หากทีโอทีมี Capacity ของโครงข่ายเพิ่ม จะทำให้ ADVANC มีโอกาส
ขอ Roaming บริการ 3G ของทีโอทีและกับบริการ Roaming การโทรด้วยเสียงของ
ADVANC ซึ่งจะทำให้ลูกค้าใน กทม. มีโอกาสใช้ 3G ได้เช่นกัน
ระบุโครงการ ทีโอที คืนทุน 7 ปี ให้ผลตอบแทน 19.49%
สำหรับแผนงานของ ทีโอที นั้น ในเบื้องต้น นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ระบุว่า ทีโอที จะจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา 1 แห่ง
เพื่อมาบริหารแผนงานในโครงการลงทุนระบบ 3G ของบริษัทเพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการ
ในระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในราคาที่ไม่แพงมากนัก
นอกจากนี้ ยืนยันว่าทางทีโอทีไม่จำเป็นต้องประมูลการจัดทำโครงการระบบ 3G เนื่อง
จาก ทีโอที ได้รับการประกาศใบอนุญาตให้ดำเนินการแล้วเมื่อปี 2545 โดยได้ตั้งเป้าจะขยาย
โครงข่ายสถานีให้ได้ 5,400 แห่งทั้งในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดใหญ่รวม 12-15
จังหวัด จากเดิมที่มีโครงข่ายอยู่แล้ว 4,700 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมกับประชาชนผู้ใช้บริการ โดย
คาดว่าจะมีความชัดเจนในอีก 6 เดือนข้างหน้า
ด้านนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม
ครม. ได้มีมติอนุมัติเงินลงทุนโครงการ 3G จำนวน 19,980 ล้านบาท ของบริษัททีโอที จำกัด
(มหาชน) (TOT) โดยเป็นการปรับลดจากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้เมื่อวันที่ 9 ก.ย.
2551 วงเงิน 29,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบประมาณในส่วนของการประกวดราคาคิดเป็นวง
เงิน 17,440 ล้านบาท เงินลงทุนในอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถโครงข่ายและการ
บริการให้ต่อเนื่อง วงเงิน 540 ล้านบาท ปรับปรุงโครงการเดิมของ บจ.เอซีที โมบาย จาก 2G
เป็น 3G วงเงิน 2 พันล้านบาท
ขณะที่ผลตอบแทนทางการเงินได้ประเมินไว้ที่ 19.49% คิดเป็นมูลค่า 11,411 ล้าน
บาท และช่วงเวลาคืนทุนจำนวน 7 ปี สำหรับจำนวนลูกค้าได้ตั้งเป้าไว้ที่ 7.4 ล้านเลขหมาย โดย
เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 5 ล้านเลขหมายในปี 2548 โดยรูปแบบธุรกิจเป็นประเภทขาย
ส่ง
นอกจากนี้ยังประเมินส่วนแบ่งการตลาดของโครงการดังกล่าวไว้ที่ 8% จากยอดรวม
ของตลาด หรือคิดเป็น 91 ล้านเลขหมาย จากเดิมในปี 48 ที่กำหนดไว้เพียง 6% เท่านั้น
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังอนุมัติการเปลี่ยนแปลงวิธีการประมูลราคาอุปกรณ์โครง
ข่าย จากเดิมเป็นการประกวดราคาแบบสากล เปลี่ยนเป็นวิธีการประกวดราคาแบบทั่วไป เนื่อง
จากปัจจุบันบริษัทชั้นนำด้านโทรคมนาคมทุกบริษัทมีผู้แทนสาขาอยู่ในประเทศไม่ต่ำกว่า 5 ราย
ดังนั้นจึงมีผู้เข้าประกวดราคาในประเทศมากเพียงพอที่จะก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างสมบูรณ์และ
นำมาซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดย ทีโอที จะยังได้รับผลประโยชน์ในด้านราคาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมครม. ยังได้เปิดให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถเข้าร่วมการ
ประมูลกับผู้ประกอบการภายในประเทศได้ เพื่อให้เกิดการเปิดกว้างสำหรับการประมูลโครงการ
ดังกล่าว โดยคาดว่าการประมูลในวิธีการประกวดราคาทั่วไปนั้นจะช่วยประหยัดระยะเวลาดำเนิน
การได้ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมูลประมาณ 60 วันและจะช่วยให้ ทีโอที สามารถ
พัฒนาระบบโครงข่ายระบบ 3G ได้แล้วเสร็จก่อนผู้ประกอบการรายอื่นๆ
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังได้มอบหมายให้บริษัท ทีโอที ไปจัดทำแผนบริหารความ
เสี่ยงในด้านของการจัดการลงทุนโครงการดังกล่าว เนื่องจากได้มีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องของ
ความเสี่ยงในการดำเนินงานโครงการระบบ 3G ของ ทีโอที เพราะหลังจากนี้หากมีการจัดตั้ง
กสทช. ขึ้นเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานดังกล่าว
อีกทั้งการเดินหน้าโครงการในครั้งนี้กระทรวงการคลังจะไม่ค้ำประกันความเสี่ยงให้
กับ ทีโอที เนื่องจากการลงทุนเป็นการทำธุรกิจในด้านเชิงพาณิชย์
เรียบเรียง โดย กานต์ธิดา หวานฉ่ำ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 8:11:52
วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553
สื่อสารคึกคักรับข่าวแผนประมูล3Gเข้าครม.
วันอังคารที่ 28 กันยายน 2010 เวลา 12:52:26 น.
หุ้นสื่อปิดตลาดภาคเช้าอย่างคึกคัก โดยหุ้น TRUE ราคาทะยานถึง 9.17% มาอยู่ที่ 5.00 บาทด้วยมูลค่าการซื้อขายที่1,692.66 ล้านบาท ส่วน JAS ราคาปรับพุ่งเช่นเดียวกันถึง 6.15% มาอยู่ที่ 3.18 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย547.07 ล้านบาท
ในขณะที่ทางด้าน DTAC ปิดตลาดเช้านี้ราคายังปรับตัวคงที่เดิมไว้ที่ 42.00 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขายที่ 401.76ล้านบาท ขณะที่ ADVANC ปรับตัวลดเล็กน้อยมาอยู่ที่ 93.75 บาท
่ทั้งนี้บทวิเคราะห์บล.ทรินิตี้ ระบุถึงหุ้นสื่อสารจะได้รับข่าวดีจากการที่ 'TOT' นัดหารือเพื่อเร่งพิจารณาให้DTACและTRUE เปิดให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิมในเชิงพาณิชย์ได้ โดยจะเสนอขอความเห็นชอบให้TOTทบทวนแผนธุรกิจโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3 จีและเปลี่ยนแปลงวิธีการประกวด
การเปิดประมูลโครงข่าย 3G ของทีโอที บวกกับ SAMART, LOXLEY และ ADVANC: คาดว่าการประมูลโครงข่ายจะทำให้เกิดแรงเก็งกำไรในหุ้นที่รับงานประมูล ได้แก่ SAMTEL (ถือ 75% โดย SAMART) และ LOXLEY นอกจากนี้หากทีโอทีมี Capacity ของโครงข่ายเพิ่ม จะทำให้ ADVANC มีโอกาสขอRoaming บริการ 3G ของทีโอทีและกับบริการ Roaming การโทรด้วยเสียงของADVANC ซึ่งจะทำให้ลูกค้าใน กทม. มีโอกาสใช้ 3G ได้เช่นกันในขณะที่การเปิดประมูลโครงข่าย 3G ของทีโอที จะส่งผลบวกกับ SAMART, LOXLEY และ ADVANC โดยบล.ทรินิตี้คาดว่าการประมูลโครงข่ายจะทำให้เกิดแรงเก็งกำไรในหุ้นที่รับงานประมูล ได้แก่ SAMTEL (ถือ 75% โดย SAMART) และ LOXLEY นอกจากนี้หากทีโอทีมี Capacity ของโครงข่ายเพิ่ม จะทำให้ ADVANC มีโอกาสขอRoaming บริการ 3G ของทีโอทีและกับบริการ Roaming การโทรด้วยเสียงของADVANC ซึ่งจะทำให้ลูกค้าใน กทม. มีโอกาสใช้ 3G ได้เช่นกัน
โดยปิดตลาดภาคเช้าหุ้น SAMART ปรับตัวรับข่าวขึ้นเล็กน้อย 1.76% ที่ระดับ8.65 บาท ขณะที่ LOXLEY ปรับตัวขึ้น 2.31% อยู่ที่ราคา 2.66 บาท และ SAMTEL กระโดดขึ้นถึง 11.58% มาที่ 10.60 บาท
หุ้นสื่อปิดตลาดภาคเช้าอย่างคึกคัก โดยหุ้น TRUE ราคาทะยานถึง 9.17% มาอยู่ที่ 5.00 บาทด้วยมูลค่าการซื้อขายที่1,692.66 ล้านบาท ส่วน JAS ราคาปรับพุ่งเช่นเดียวกันถึง 6.15% มาอยู่ที่ 3.18 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย547.07 ล้านบาท
ในขณะที่ทางด้าน DTAC ปิดตลาดเช้านี้ราคายังปรับตัวคงที่เดิมไว้ที่ 42.00 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขายที่ 401.76ล้านบาท ขณะที่ ADVANC ปรับตัวลดเล็กน้อยมาอยู่ที่ 93.75 บาท
่ทั้งนี้บทวิเคราะห์บล.ทรินิตี้ ระบุถึงหุ้นสื่อสารจะได้รับข่าวดีจากการที่ 'TOT' นัดหารือเพื่อเร่งพิจารณาให้DTACและTRUE เปิดให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิมในเชิงพาณิชย์ได้ โดยจะเสนอขอความเห็นชอบให้TOTทบทวนแผนธุรกิจโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3 จีและเปลี่ยนแปลงวิธีการประกวด
การเปิดประมูลโครงข่าย 3G ของทีโอที บวกกับ SAMART, LOXLEY และ ADVANC: คาดว่าการประมูลโครงข่ายจะทำให้เกิดแรงเก็งกำไรในหุ้นที่รับงานประมูล ได้แก่ SAMTEL (ถือ 75% โดย SAMART) และ LOXLEY นอกจากนี้หากทีโอทีมี Capacity ของโครงข่ายเพิ่ม จะทำให้ ADVANC มีโอกาสขอRoaming บริการ 3G ของทีโอทีและกับบริการ Roaming การโทรด้วยเสียงของADVANC ซึ่งจะทำให้ลูกค้าใน กทม. มีโอกาสใช้ 3G ได้เช่นกันในขณะที่การเปิดประมูลโครงข่าย 3G ของทีโอที จะส่งผลบวกกับ SAMART, LOXLEY และ ADVANC โดยบล.ทรินิตี้คาดว่าการประมูลโครงข่ายจะทำให้เกิดแรงเก็งกำไรในหุ้นที่รับงานประมูล ได้แก่ SAMTEL (ถือ 75% โดย SAMART) และ LOXLEY นอกจากนี้หากทีโอทีมี Capacity ของโครงข่ายเพิ่ม จะทำให้ ADVANC มีโอกาสขอRoaming บริการ 3G ของทีโอทีและกับบริการ Roaming การโทรด้วยเสียงของADVANC ซึ่งจะทำให้ลูกค้าใน กทม. มีโอกาสใช้ 3G ได้เช่นกัน
โดยปิดตลาดภาคเช้าหุ้น SAMART ปรับตัวรับข่าวขึ้นเล็กน้อย 1.76% ที่ระดับ8.65 บาท ขณะที่ LOXLEY ปรับตัวขึ้น 2.31% อยู่ที่ราคา 2.66 บาท และ SAMTEL กระโดดขึ้นถึง 11.58% มาที่ 10.60 บาท
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
วันนี้จับตาศาลฯชี้ขาดประมูล 3G
หุ้นไทยสัปดาห์นี้(วันที่ 20-24 ก.ย.) แกว่งแคบ ประเด็นเด็ดวันนี้จับตาศาลฯชี้ขาดประมูล 3G
นายปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้(วันที่ 20-24 ก.ย.) มีแนวโน้มแกว่งตัวในช่วงแคบ และ มีโอกาสปรับขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ และความชัดเจนเกี่ยวกับ มาตรการดูแลการแข็งค่าของเงินบาท หลังรมว.คลังออกมาระบุถึงรายละเอียดบางส่วนแล้ว
โดยหุ้นไทยสัปดาห์นี้ มีแนวต้านที่ 935 และ 940 จุด ส่วนแนวรับ อยู่ที่ 920 และ 915 จุด
ทั้งนี้เมื่อดูจากภาวะการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าแม้จะมี แรงเทขายหุ้นในกลุ่มสื่อสาร หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับการประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์ เคลื่อนที่ระบบ 3G แต่ก็มีแรงซื้อหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่เข้าแทน ทำให้ตลาดไม่ได้ปรับลง แรงมาท ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า นักลงทุนยังเชื่อมั่นในทิศทางตลาด
"เมื่อวันศุกร์ ปัจจัยไม่ได้เป็นบวกเท่าไหร่ แต่ big cap กลับหนุนตลาดได้ดี ในแง่ของนักลงทุน ก็ยังคงคาดหวังเชิงบวกในภาพรวมของตลาดอยู่"
นายปริญทร์ กล่าวว่า ปัจจัยบวกที่หนุนตลาด และมีน้ำหนักมากสุดในขณะนี้ คือ ภาพ รวมเศรษฐกิจ ที่ยังมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดี นอกจากนี้ประเด็นที่นักลงทุนวิตกกัน ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการออกมาตรการเพื่อดูแลการแข็งค่าของเงินบาท ก็ผ่อนคลายลง
โดยเฉพาะภายหลังจากที่รมว.คลังได้ระบุถึง รายละเอียดของมาตรการในการดูแล อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งกำลังร่วมกันพิจารณากับธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าว ไม่ได้เป็นมาตรการที่จะกระทบต่อการไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของต่างชาติ
ขณะที่ค่าเงินบาทของไทยเอง ยังได้รับอานิสงค์จากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น เข้าแทรกแซงค่าเงินเยน ส่งผลถึงค่าเงินในภูมิภาคชะลอการแข็งค่า
อย่างไรก็ดี การที่เงินบาทแข็งค่า และรัฐพยายามที่จะดูแลให้อยู่ในระดับที่ เหมาะสม ทำให้คาดการณ์ว่า การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในครั้งต่อไป อาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาด
สำหรับเรื่องใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ซึ่งมีผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่ม สื่อสารนั้น เห็นว่า เมื่อศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้คณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)ระงับการประมูลไว้ก่อนนั้น ราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารได้สะท้อนปัจจัย ลบดังกล่าวไปแล้ว
ดังนั้น หากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง คือ ให้กทช.ระงับการ ประมูล 3G ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารอีก แต่ในทางกลับกันหากศาลปกครอง สูงสุด มีคำสั่งให้กทช.เปิดประมูล 3G ได้ หุ้นกลุ่มสื่อสารก็จะปรับขึ้น และจะเป็นอีก ปัจจัยบวกหนึ่ง ที่หนุนตลาดหุ้นโดยรวม
"ถ้าออกมาบวก(ให้กทช.ประมูลได้) หุ้นสื่อสารก็คงขึ้นไปเยอะ แต่ถ้าออกมาลบ ก็เหมือนเดิม เพราะราคาสะท้อนไปแล้ว" นายปริญทร์ กล่าว
วันนี้ เวลา 8.30 น.ศาลปกครองสูงสุด นัดฟังคำสั่งกรณีที่กทช.ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลปกครองกลาง ที่สั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กทช.ระงับการเปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์ เคลื่อนที่ระบบ 3G
นายปริญทร์ กล่าวถึง ปัจจัยการเมืองในประเทศ กรณีกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมเพื่อ ทำกิจกรรม ว่า ในแง่ sentiment อาจทำให้นักลงทุนกังวลบ้าง แต่ไม่มากโดยเชื่อว่ารัฐบาล จะดูแลสถานการณ์ได้ ประกอบกับเมื่อดูจากท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้ว เห็นว่าไม่น่าจะมีอะไรมากกว่าไปกว่าการร่วมกันทำกิจกรรมปกติ
กลุ่มเสื้อแดง ระบุว่า เมื่อวานนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.49 คนเสื้อแดงจะมีกิจกรรมผูกผ้าแดงแสนชิ้นรอบพื้นที่ ราชประสงค์ย่านธุรกิจสำคัญ ของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่เกิดเหตุความไม่สงบขึ้นใน ช่วงที่คนเสื้อแดงมาชุมนุมใหญ่ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
นางสาวจิตรา อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มแกว่งในกรอบแคบ โดยมองหากปรับตัวขึ้น ก็ไม่น่าผ่าน ระดับสูงสุดเดิมที่ 944 ไปได้
"เรามองสัปดาห์นี้ ตลาดจะแกว่งในกรอบ 910-940 น่าจะแกว่งแคบ ถ้าขึ้น ก็คงไม่พ้น hight เดิม 944 ไม่น่าจะผ่าน"
โดยปัจจัยในสัปดาห์นี้ ไม่มีอะไรที่โดดเด่น ส่วนใหญ่เป็นตัวเลข เศรษฐกิจทั้งของไทย และสหรัฐฯ นอกจากนี้ก็มีเรื่องการเมืองในประเทศ แต่มองว่า นักลงทุนยังไม่ให้ความสนใจมากนัก
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องของค่าเงินบาท ซึ่งก่อนหน้านี้มีความวิตกมาตรการดูแล ค่าเงินบาท แต่หลังจากที่รมว.คลังออกมาเผยถึงรายละเอียดของมาตรการที่กำลังพิจารณา อยู่ ก็ทำให้ความวิตกผ่อนคลายลงในระยะสั้น
นางสาวจิตรา กล่าวว่า เรื่องของมาตรการดูแลการแข็งค่าของเงินบาทนั้น เชื่อว่า ความกังวลได้ผ่อนคลายลงในระยะสั้น โดยยังไม่ได้มั่นใจเต็มที่นัก เนื่องจากต้อง รอดูว่า เมื่อมีการเข้ารับตำแหน่งของผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)คนใหม่ แล้ว นโยบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจะเป็นอย่างไร
ตลาดหุ้นไทยมีแรงกดดันจากภาวะ overbought ดังนั้นใน ระยะสั้นอาจมีการพักตัวเกิดขึ้นบ้าง แต่หากไม่หลุดต่ำกว่าระดับ 900 จุด ก็ยังมอง ตลาดเป็นทิศทางขาขึ้นอยู่ เพราะกระแสของ fund flow ยังไหลเข้าในภูมิภาค
นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นไทยสัปดาห์นี้ น่าจะแกว่งในกรอบแคบๆ เนื่องจากเมื่อ ดูจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องของ 3G แล้ว ยังไม่เห็นปัจจัยใหม่
"ดูแล้ว ไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ นอกเหนือจากเรื่องของ 3G แล้ว ก็ยังไม่ เห็นมีอะไร ตลาดจึงน่าจะแกว่งตัว เพื่อรอปัจจัย" เขา กล่าว
สำหรับกรณีที่รมว.คลังระบุถึงรายลเอียดของมาตรการที่จะดูแลอัตราแลก เปลี่ยนนั้น เห็นว่า มีความชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าว จะไม่กระทบต่อตลาดหุ้น ซึ่ง ก็ถือเป็นปัจจัยบวก
สัปดาห์นี้ ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้น น่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมัน ดิบในตลาดโลก และตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยมองหุ้นไทยสัปดาห์นี้ มีแนวรับที่ 920 ส่วนแนวต้าน ที่ 935
ปัจจัยที่ต้องจับตา
วันที่ 20 ก.ย.-ศาลปกครองสูงสุด นัดฟังคำสั่งเช้านี้ เวลา 8.30 น.กรณี
กทช.ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง ที่ให้ระงับการประมูล 3G
-KBANK แถลงข่าวโครงการ"ธิราชเจ้าจอมสยาม"เวลา 16.30 น.
-PTT จัดงาน"PTT Group CG Day"เริ่มเวลา 8.00 น.
วันที่ 22 ก.ย.-DTAC เปิดตัว "iPhone 4 จากดีแทค"เวลา 10.00-12.00 น.
-บมจ.มุ่งพัฒนา เปิดตัว 5 พันธมิตรใหม่ เวลา 9.30 น.
วันที่ 24 ก.ย.-ตลท.สัมมนา"Market Making Today:Opportunities and Challenges"
เวลา 14.00 น.
นายปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้(วันที่ 20-24 ก.ย.) มีแนวโน้มแกว่งตัวในช่วงแคบ และ มีโอกาสปรับขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ และความชัดเจนเกี่ยวกับ มาตรการดูแลการแข็งค่าของเงินบาท หลังรมว.คลังออกมาระบุถึงรายละเอียดบางส่วนแล้ว
โดยหุ้นไทยสัปดาห์นี้ มีแนวต้านที่ 935 และ 940 จุด ส่วนแนวรับ อยู่ที่ 920 และ 915 จุด
ทั้งนี้เมื่อดูจากภาวะการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าแม้จะมี แรงเทขายหุ้นในกลุ่มสื่อสาร หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับการประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์ เคลื่อนที่ระบบ 3G แต่ก็มีแรงซื้อหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่เข้าแทน ทำให้ตลาดไม่ได้ปรับลง แรงมาท ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า นักลงทุนยังเชื่อมั่นในทิศทางตลาด
"เมื่อวันศุกร์ ปัจจัยไม่ได้เป็นบวกเท่าไหร่ แต่ big cap กลับหนุนตลาดได้ดี ในแง่ของนักลงทุน ก็ยังคงคาดหวังเชิงบวกในภาพรวมของตลาดอยู่"
นายปริญทร์ กล่าวว่า ปัจจัยบวกที่หนุนตลาด และมีน้ำหนักมากสุดในขณะนี้ คือ ภาพ รวมเศรษฐกิจ ที่ยังมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดี นอกจากนี้ประเด็นที่นักลงทุนวิตกกัน ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการออกมาตรการเพื่อดูแลการแข็งค่าของเงินบาท ก็ผ่อนคลายลง
โดยเฉพาะภายหลังจากที่รมว.คลังได้ระบุถึง รายละเอียดของมาตรการในการดูแล อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งกำลังร่วมกันพิจารณากับธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าว ไม่ได้เป็นมาตรการที่จะกระทบต่อการไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของต่างชาติ
ขณะที่ค่าเงินบาทของไทยเอง ยังได้รับอานิสงค์จากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น เข้าแทรกแซงค่าเงินเยน ส่งผลถึงค่าเงินในภูมิภาคชะลอการแข็งค่า
อย่างไรก็ดี การที่เงินบาทแข็งค่า และรัฐพยายามที่จะดูแลให้อยู่ในระดับที่ เหมาะสม ทำให้คาดการณ์ว่า การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในครั้งต่อไป อาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาด
สำหรับเรื่องใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ซึ่งมีผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่ม สื่อสารนั้น เห็นว่า เมื่อศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้คณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)ระงับการประมูลไว้ก่อนนั้น ราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารได้สะท้อนปัจจัย ลบดังกล่าวไปแล้ว
ดังนั้น หากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง คือ ให้กทช.ระงับการ ประมูล 3G ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารอีก แต่ในทางกลับกันหากศาลปกครอง สูงสุด มีคำสั่งให้กทช.เปิดประมูล 3G ได้ หุ้นกลุ่มสื่อสารก็จะปรับขึ้น และจะเป็นอีก ปัจจัยบวกหนึ่ง ที่หนุนตลาดหุ้นโดยรวม
"ถ้าออกมาบวก(ให้กทช.ประมูลได้) หุ้นสื่อสารก็คงขึ้นไปเยอะ แต่ถ้าออกมาลบ ก็เหมือนเดิม เพราะราคาสะท้อนไปแล้ว" นายปริญทร์ กล่าว
วันนี้ เวลา 8.30 น.ศาลปกครองสูงสุด นัดฟังคำสั่งกรณีที่กทช.ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลปกครองกลาง ที่สั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กทช.ระงับการเปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์ เคลื่อนที่ระบบ 3G
นายปริญทร์ กล่าวถึง ปัจจัยการเมืองในประเทศ กรณีกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมเพื่อ ทำกิจกรรม ว่า ในแง่ sentiment อาจทำให้นักลงทุนกังวลบ้าง แต่ไม่มากโดยเชื่อว่ารัฐบาล จะดูแลสถานการณ์ได้ ประกอบกับเมื่อดูจากท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้ว เห็นว่าไม่น่าจะมีอะไรมากกว่าไปกว่าการร่วมกันทำกิจกรรมปกติ
กลุ่มเสื้อแดง ระบุว่า เมื่อวานนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.49 คนเสื้อแดงจะมีกิจกรรมผูกผ้าแดงแสนชิ้นรอบพื้นที่ ราชประสงค์ย่านธุรกิจสำคัญ ของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่เกิดเหตุความไม่สงบขึ้นใน ช่วงที่คนเสื้อแดงมาชุมนุมใหญ่ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
นางสาวจิตรา อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มแกว่งในกรอบแคบ โดยมองหากปรับตัวขึ้น ก็ไม่น่าผ่าน ระดับสูงสุดเดิมที่ 944 ไปได้
"เรามองสัปดาห์นี้ ตลาดจะแกว่งในกรอบ 910-940 น่าจะแกว่งแคบ ถ้าขึ้น ก็คงไม่พ้น hight เดิม 944 ไม่น่าจะผ่าน"
โดยปัจจัยในสัปดาห์นี้ ไม่มีอะไรที่โดดเด่น ส่วนใหญ่เป็นตัวเลข เศรษฐกิจทั้งของไทย และสหรัฐฯ นอกจากนี้ก็มีเรื่องการเมืองในประเทศ แต่มองว่า นักลงทุนยังไม่ให้ความสนใจมากนัก
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องของค่าเงินบาท ซึ่งก่อนหน้านี้มีความวิตกมาตรการดูแล ค่าเงินบาท แต่หลังจากที่รมว.คลังออกมาเผยถึงรายละเอียดของมาตรการที่กำลังพิจารณา อยู่ ก็ทำให้ความวิตกผ่อนคลายลงในระยะสั้น
นางสาวจิตรา กล่าวว่า เรื่องของมาตรการดูแลการแข็งค่าของเงินบาทนั้น เชื่อว่า ความกังวลได้ผ่อนคลายลงในระยะสั้น โดยยังไม่ได้มั่นใจเต็มที่นัก เนื่องจากต้อง รอดูว่า เมื่อมีการเข้ารับตำแหน่งของผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)คนใหม่ แล้ว นโยบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจะเป็นอย่างไร
ตลาดหุ้นไทยมีแรงกดดันจากภาวะ overbought ดังนั้นใน ระยะสั้นอาจมีการพักตัวเกิดขึ้นบ้าง แต่หากไม่หลุดต่ำกว่าระดับ 900 จุด ก็ยังมอง ตลาดเป็นทิศทางขาขึ้นอยู่ เพราะกระแสของ fund flow ยังไหลเข้าในภูมิภาค
นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นไทยสัปดาห์นี้ น่าจะแกว่งในกรอบแคบๆ เนื่องจากเมื่อ ดูจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องของ 3G แล้ว ยังไม่เห็นปัจจัยใหม่
"ดูแล้ว ไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ นอกเหนือจากเรื่องของ 3G แล้ว ก็ยังไม่ เห็นมีอะไร ตลาดจึงน่าจะแกว่งตัว เพื่อรอปัจจัย" เขา กล่าว
สำหรับกรณีที่รมว.คลังระบุถึงรายลเอียดของมาตรการที่จะดูแลอัตราแลก เปลี่ยนนั้น เห็นว่า มีความชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าว จะไม่กระทบต่อตลาดหุ้น ซึ่ง ก็ถือเป็นปัจจัยบวก
สัปดาห์นี้ ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้น น่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมัน ดิบในตลาดโลก และตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยมองหุ้นไทยสัปดาห์นี้ มีแนวรับที่ 920 ส่วนแนวต้าน ที่ 935
ปัจจัยที่ต้องจับตา
วันที่ 20 ก.ย.-ศาลปกครองสูงสุด นัดฟังคำสั่งเช้านี้ เวลา 8.30 น.กรณี
กทช.ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง ที่ให้ระงับการประมูล 3G
-KBANK แถลงข่าวโครงการ"ธิราชเจ้าจอมสยาม"เวลา 16.30 น.
-PTT จัดงาน"PTT Group CG Day"เริ่มเวลา 8.00 น.
วันที่ 22 ก.ย.-DTAC เปิดตัว "iPhone 4 จากดีแทค"เวลา 10.00-12.00 น.
-บมจ.มุ่งพัฒนา เปิดตัว 5 พันธมิตรใหม่ เวลา 9.30 น.
วันที่ 24 ก.ย.-ตลท.สัมมนา"Market Making Today:Opportunities and Challenges"
เวลา 14.00 น.
วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
ลือสะพัด!!ศาลฯรับคำอุทธรณ์ กทช.ขอทุเลาคำสั่งระงับประมูล3G คาดมีคำสั่งลงมาคืนนี้
ลือสะพัด!!ศาลฯรับคำอุทธรณ์ กทช.ขอทุเลาคำสั่งระงับประมูลไลเซนส์ 3G คาดมีคำสั่งลง
มาคืนนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)
ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองให้ไต่สวนฉุกเฉิน กรณีที่ศาลมีคำสั่งระงับการประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์)
3G ชั่วคราวแล้วนั้น ล่าสุด มีกระแสข่าวว่าศาลปกครองได้ขอหมายเลขหนังสือการยื่นขอทุเลาดังกล่าว
และรับคำอุทธรณ์ไว้แล้ว และจะมีการนัดองค์คณะผู้พิพากษามาหารือ ก่อนที่จะมีคำสั่งที่ชัดเจนออกมา
ในคืนนี้
ด้านนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กรรมการ กทช. ยืนยันว่า ขณะนี้ศาลปกครองสูงสุดได้
รับคำร้องยื่นอุทธรณ์ขอทุเลาคำสั่งศาลปกครองกลางแล้ว
'เบื้องต้นศาลฯได้รับคำร้องแล้ว ..ศาลฯ มีการเรียกประชุมด่วนเพื่อไต่สวนคำร้องในคืน
นี้ผมก็ได้ยินกระแสข่าวดังกล่าวมาเหมือนกัน' นายสุรนันท์ กล่าว
รายงาน โดย ประลองยุทธ ผงงอย
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 17/09/10 เวลา 17:19:25
มาคืนนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)
ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองให้ไต่สวนฉุกเฉิน กรณีที่ศาลมีคำสั่งระงับการประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์)
3G ชั่วคราวแล้วนั้น ล่าสุด มีกระแสข่าวว่าศาลปกครองได้ขอหมายเลขหนังสือการยื่นขอทุเลาดังกล่าว
และรับคำอุทธรณ์ไว้แล้ว และจะมีการนัดองค์คณะผู้พิพากษามาหารือ ก่อนที่จะมีคำสั่งที่ชัดเจนออกมา
ในคืนนี้
ด้านนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กรรมการ กทช. ยืนยันว่า ขณะนี้ศาลปกครองสูงสุดได้
รับคำร้องยื่นอุทธรณ์ขอทุเลาคำสั่งศาลปกครองกลางแล้ว
'เบื้องต้นศาลฯได้รับคำร้องแล้ว ..ศาลฯ มีการเรียกประชุมด่วนเพื่อไต่สวนคำร้องในคืน
นี้ผมก็ได้ยินกระแสข่าวดังกล่าวมาเหมือนกัน' นายสุรนันท์ กล่าว
รายงาน โดย ประลองยุทธ ผงงอย
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 17/09/10 เวลา 17:19:25
วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
บ่ายนี้! กทช.ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฯ กรณีระงับ3G
วันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2010 เวลา 11:48:19 น. xBR> --กทช.เผยจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดบ่ายวันนี้ กรณีศาลฯระงับประมูล 3Gผู้สื่อข่าวรายงานว่า กทช.ได้ออกมาเปิดเผยจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดบ่ายวันนี้ กรณีศาลฯระงับประมูล 3G
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทช.) เผยการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในช่วงบ่ายวันนี้ กทช.ได้มีคำร้องขอให้ศาลฯไต่สวนฉุกเฉินกรณีที่ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ด้วย
by KaoHoon online
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทช.) เผยการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในช่วงบ่ายวันนี้ กทช.ได้มีคำร้องขอให้ศาลฯไต่สวนฉุกเฉินกรณีที่ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ด้วย
by KaoHoon online
หุ้นแบงก์บวกสวนตลาด โบรกฯยังให้น้ำหนักลงทุนแม้กดดัน 3G
วันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2010 เวลา 11:27:19 น. ผู้สื่อข่าวรายงานหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ณ เวลา 11.12 น. บวกเพิ่ม 0.87% นำโดยหุ้นธ.กรุงไทย หรือ KTB บวก 2.03% มาที่ 15.10 บาท หุ้นธ.กรุงเทพ หรือ BBL บวก 1.74% มาที่ 146 บาท ,หุ้น ธ.กสิกรไทย หรือ KBANK บวก 0.94% มาที่ 107 บาท และหุ้นธ.ไทยพาณิชย์ หรือ SCB ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 91.75 บาท ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.26%
บล.เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักมากกว่าตลาดสำหรับการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยมองว่า การเลื่อนประมูล 3G แม้จะส่งผลกระทบด้านจิตวิทยาต่อราคาหุ้นในกลุ่มธนาคาร ระยะสั้น แต่ในเชิงพื้นฐานนั้นไม่ได้มีผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากฝ่ายวิจัย ยังไม่ได้รวมปัจจัยบวกจากแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อใน โครงการลงทุนของกลุ่มสื่อสารในระบบ 3G ของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง 3 ราย มูลค่า กว่า 1.2 แสนล้านบาท เข้าไว้ในประมาณการการเติบโตของสินเชื่อสุทธิปี 53-55
โดยเน้นให้ทยอยเข้าลงทุนเมื่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารอ่อนตัว โดยเห็นว่าหุ้น BBL, KBANK และบมจ.ทุนธนชาต(TCAP) ยังเหมาะสมสำหรับการถือครองหุ้นในระยะ 3-6 เดือน ข้างหน้า จากจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิที่ยังเป็นไปในเชิงรุก ในระยะ 2-3 ปี
by KaoHoon online
บล.เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักมากกว่าตลาดสำหรับการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยมองว่า การเลื่อนประมูล 3G แม้จะส่งผลกระทบด้านจิตวิทยาต่อราคาหุ้นในกลุ่มธนาคาร ระยะสั้น แต่ในเชิงพื้นฐานนั้นไม่ได้มีผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากฝ่ายวิจัย ยังไม่ได้รวมปัจจัยบวกจากแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อใน โครงการลงทุนของกลุ่มสื่อสารในระบบ 3G ของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง 3 ราย มูลค่า กว่า 1.2 แสนล้านบาท เข้าไว้ในประมาณการการเติบโตของสินเชื่อสุทธิปี 53-55
โดยเน้นให้ทยอยเข้าลงทุนเมื่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารอ่อนตัว โดยเห็นว่าหุ้น BBL, KBANK และบมจ.ทุนธนชาต(TCAP) ยังเหมาะสมสำหรับการถือครองหุ้นในระยะ 3-6 เดือน ข้างหน้า จากจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิที่ยังเป็นไปในเชิงรุก ในระยะ 2-3 ปี
by KaoHoon online
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)