วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

หุ้นแบงก์ร่วง หลัง ธปท.สั่งลดค่าต๋งบางรายการ

หุ้นแบงก์ร่วง หลัง ธปท.สั่งลดค่าต๋งบางรายการ กูรู มองกระทบกำไรปีหน้า7% โบรกฯแนะ
BBL, KBANK และ SCBซื้อเมื่ออ่อนตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ อาทิ ธนาคาร
กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB พบว่า
ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วงเปิดการซื้อขาย ก่อนจะปรับตัวลดลง ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด
(มหาชน) หรือ KBANK ปรับตัวลดลงสวนตั้งแต่เปิดการซื้อขาย ส่วน ธนาคารกรุงไทย จำกัด
(มหาชน) หรือ KTB ราคาค่อนข้างนิ่งและสลับอ่อนตัวลง
หลังวานนี้ (9 ก.ย. 53) ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ประชุมหารือกับผู้บริหารระดับสูง
ของธนาคารพาณิชย์เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการคิดค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ทั้ง
ระบบ ทั้งนี้ ได้ข้อสรุปในเรื่องของการคิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์รายย่อยระหว่าง
ธนาคาร เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 53 เป็นต้นไป ซึ่งแต่เดิมธนาคารพาณชย์จะมีรายได้จากค่า
ธรรมเนียมในส่วนนี้รวมกันประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี ส่วนค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขต
และต่างสาขาธนาคารนั้น กระทบรายได้ค่าธรรมเนียมค่อนข้างมาก ประเมินไว้ถึง 1 หมื่นล้าน
บาท ดังนั้นจึงได้ให้เวลาธนาคารพาณิชย์ แสดงความคิดเห็น และตอบหนังสือกลับภายใน 10 วัน
หรือไม่เกินวันที่ 20 ก.ย. นี้ ทั้งนี้คาดว่า จะเริ่มใช้ค่าธรรมเนียมใหม่ภายในไตรมาส 2 ปี 2554
ทั้งนี้บทวิเคราะห์ บล.ซิกโก้ ระบุว่า ราคาหุ้น KTB พยายามที่จะดีดกลับ แต่มีแรงขาย
ทำกำไรออกมาพอสมควร ดังนั้นหากราคาหุ้นปิดต่ำกว่า 14.90 บาท แนะนำให้ขายออกก่อน โดย
มีแนวรับที่ 14.90 บาท และแนวรับถัดไปที่ 14.50 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 15.20 บาท
ด้านบทวิเคราะห์ บล.ธนชาต ระบุว่า กรณีที่ ธปท. ต้องการให้ธนาคารพาณิชย์ยกเลิก
การเก็บค่าธรรมเนียมบางธุรกรรม ซึ่งประเมินว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นต่อกำไรของธนาคารมีอย่าง
มากสุด 7% โดยเฉพาะ BBL และ KTB น่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้มากสุด ซึ่งมองว่า
เป็นเพียงอุปสรรคขัดขวางการเติบโต แต่ไม่ทำลายพื้นฐานของธนาคาร
ทั้งนี้ ธปท.ได้หารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในเรื่องค่า
ธรรมเนียมต่างๆ ของธนาคารพาณิชย์ เมื่อวานนี้ โดยขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ให้ยก
เลิกการเก็บค่าธรรมเนียมการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกรรมข้ามเขต ซึ่งธปท.จะให้
เวลาตอบกลับมาภายใน 10 วัน หลังจากการประชุม และคาดว่าการปรับลดค่าบริการเหล่านี้จะมี
ผลบังคับใช้ภายในช่วง 2Q/54
การบริการเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมการให้บริการธุรกรรมระหว่างทั้งใน
และนอกประเทศราว 28.8 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 30% ของรายได้ค่าธรรมเนียมรวม และ
7% ของรายได้รวมของ 7 ธนาคารที่ทำการวิเคราะห์ โดยธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จาก
ค่าธรรมเนียมบริการเหล่านี้ต่อรายได้ค่าธรรมเนียมรวมในระดับสูง คือ BBL (47%), KBANK
(38%) และ KTB (32%) อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบถึงโครงสร้างของค่าธรรมเนียมบริการเหล่านี้
จึงยากอย่างมากที่จะประเมินผลกระทบที่มีต่อกำไรของธนาคารแต่เพื่อช่วยให้นักลงทุนประเมิน
ผลกระทบทางลบมากที่สุดจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่ จึงได้ประเมินโดยใช้ประมาณการ
ของ ธปท. ที่คาดว่าธนาคารพาณิชย์จะสูญเสียรายได้ราว 10 พันล้านบาท หากค่าธรรมเนียม
บริการเหล่านี้ถูกปรับลด ซึ่งจะทำให้ประมาณการกำไรของธนาคารลดลงอย่างมากสุดราว 7% ใน
ปีหน้า
ทั้งนี้ BBL และ KTB ซึ่งเป็นธนาคารที่มีค่าธรรมเนียมบริการส่วนนี้สูง จากการที่
ธนาคารมีจำนวนบัญชีมากที่สุด และมีบัตร ATM รวมถึงมีสาขาต่างจังหวัดมากที่สุด จะได้รับผล
กระทบมากที่สุดจากการเสนอโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่ของ ธปท. ถึงแม้ว่า KBANK จะเป็น
อีกธนาคารที่มีสัดส่วนค่าธรรมเนียมส่วนนี้สูง แต่ไม่คาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมหลักของธนาคาร
จะมาจากค่าธรรมเนียมการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกรรมข้ามเขตนี้ อย่างกรณีของ
KTB เนื่องจาก KBANK มีจำนวนสาขาในต่างจังหวัดน้อยกว่าและมีสัดส่วนรายได้จากการให้
บริการการบริหารเงินที่สูงกว่า และแม้ว่าความเป็นไปได้ในการปรับลดค่าธรรมเนียมจะเป็นผลลบ
ต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดยรวม จึงมองว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงอุปสรรคขัดขวางการเติบโต
แต่ไม่ถึงกับทำลายปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของธนาคารพาณิชย์ไทย และเนื่องจากค่าธรรมเนียม
บริการ cross-selling ของธนาคารอาทิเช่น การบริหารจัดการกองทุน และการขายบริการประกัน
ผ่านธนาคาร ซึ่งไม่น่าจะเป็นเป้าหมายของ ธปท. ในการลดค่าธรรมเนียม ยังมีโอกาสเติบโตอีก
มาก โดยเชื่อว่าฐานรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคาร น่าจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จึงยังคง
แนะนำ “OVERWEIGHT” กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะ KBANK BBL และ BAY เป็น
Top Picks
ด้านบทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ที่ประชุมธปท. มีมติปรับลดค่าธรรมเนียม
การโอนอิเล็กทรอนิกส์รายย่อยระหว่างธนาคารเป็นอัตราเดียวที่ 12 บาท จากเดิมคิดตามวงเงิน
มีผล 15 ธ.ค. นี้ ซึ่งธปท. คาดจะทำให้ระบบธนาคารพาณิชย์สูญรายได้ 100 ล้านบาทต่อปี คิด
เป็น 1% ของรายได้ค่าธรรมเนียมรวม และ 0.1% ของกำไรทั้งกลุ่ม ส่วนค่าธรรมเนียมโอนข้าม
เขตยังไม่ได้ข้อสรุป แต่คาดว่าน่าจะเริ่มใช้ในไตรมาส 2/2554 อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่แย่สุดจะ
ส่งผลกระทบต่อกำไรทั้งกลุ่มเพียง 6-8% (BBL และ KTB กระทบมากสุด TISCO, TCAP,
KK น้อยสุด) แต่เรื่องการลดค่าธรรมเนียมไม่ถึงกับทำให้เปลี่ยนมุมมองหรือปรับประมาณการ
เพราะปัจจัยบวกที่มียังสูงมาก จึงแนะนำให้ KBANK และ SCB เป็นหุ้นเด่น
ด้านนักวิเคราะห์เทคนิค บล.คันทรี่กรุ๊ป กล่าวว่า สัญญาณเทคนิคราคาหุ้น BBL,
KBANK และ SCB ไม่ดีนัก จึงแนะนำให้รอซื้อเมื่ออ่อนตัวบริเวณแนวรับ โดย BBL แนวรับอยู่
ที่ 142 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 148 บาท ด้าน KBANK มีแนวรับอยู่ที่ 107 บาท ส่วนแนวต้านอยู่
ที่ 112 บาท และ SCB มีแนวรับอยู่ที่ 93 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 97 บาท
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า กรณีดังกล่าวส่งผลจิตวิทยาระยะสั้นเท่านั้น ไม่น่าจะ
ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานระยะยาว
ณ เวลา 10.15 น. ราคาหุ้น BBL อยู่ที่ 144.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
มูลค่าการซื้อขาย 63.21 ล้านบาท ราคาหุ้น KTB อยู่ที่ 14.70 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือ
1.34 % มูลค่าการซื้อขาย 191.47ล้านบาท ราคาหุ้น KBANK อยู่ที่107.00 บาท ลดลง 1.50
บาท หรือ 1.38% มูลค่าการซื้อขาย 86.01ล้านบาท และราคาหุ้น SCB อยู่ที่ 93.75 บาท ลด
ลง 0.50 บาท หรือ0.53 % มูลค่าการซื้อขาย 53.42ล้านบาท



รายงาน โดย ดลนภา บัญชรหัตถกิจ
เรียบเรียง โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 10/09/10 เวลา 10:18:28

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น