โบรกฯ มอง ธปท. ต้องหยุดขึ้นดบ.เพื่อชะลอการแข็งค่าเงินบาท หนุน
Sentiment บวกต่อ SET
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ค่าเงินเอเซีย
แข็งค่าทั่วภูมิภาคนับจากต้นปีเป็นต้นมา โดยเฉพาะค่าเงินเยน แข็งค่ามากถึง 9.9%
นับว่าสูงสุดในรอบ 15 ปี และสูงสุดในภูมิภาคเอเซีย ขณะที่เงินบาทแข็งค่ามากสุด
ในลำดับ 3 โดยแข็งค่า 7.87% สูงสุดในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ต้ม
ยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งขณะนั้นค่าเงินบาทได้อ่อนตัวอย่างรวดเร็วจากระดับ 25 บาทต่อ
ดอลลาร์ ในปี 2539 (ซึ่งเป็นช่วงที่เงินบาทยังคงผูกติดอยู่กับดอลลาร์) มายืนเหนือ
30 บาทต่อดอลลาร์ ปี 2540 เนื่องจากการถูกโจมตีค่าเงินบาทโดย Hedge Funds
ซึ่งในที่สุดกดดันให้เงินบาทขึ้นมาแตะระดับสูงสุดที่ 55 บาทต่อดอลลาร์ต้นปี 2541
และกดดันให้รัฐบาลคุณชวลิตฯ ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในเวลาต่อมา
แต่สถานการณ์ที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรุนแรง นับว่าเป็นเหตุการณ์ตรงข้าม
กับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะนอกจากได้รับแรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจในเอเซียที่
ฟื้นตัวมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา กดดันให้ทุกประเทศทยอยขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่
ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอินเดียมาเลเซีย หรือไทย ยกเว้น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่
ยังมิได้ขึ้นดอกเบี้ย ตรงข้ามกับประเทศพัฒนาแล้ว ลดดอกเบี้ยจนติดดินแล้ว การใช้
นโยบายการเงินจึงไม่อาจจะได้ผล ทำให้ต้องหันไปสู่มาตรการทางการคลัง เช่นที่
เกิดขึ้นในสหรัฐในขณะนี้
นอกจากนี้ การที่จีนถูกดดันจากสหรัฐให้ขึ้นค่าเงินหยวนเพื่อสะท้อน
เศรษฐกิจที่แข็งค่า ได้ดึงให้เงินเอเซียตอ้ งแข็งค่าขึ้นตาม เพื่อให้สามารถแข่งขันกัน
ได้ ปัญหาที่ตามมา
ขณะนี้คือเงินบาทที่แข็งค่ารุนแรง กระทบต่อภาคส่งออกที่ยังพึ่งพิงตลาด
หลักในสหรัฐ และยุโรป ซึ่งฝ่ายวิจัยมีความเห็นว่าแนวทางที่จะลดลงค่าเงินบาทที่
แข็งค่ารวดเร็ว ควรจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 2 ครั้งถัดไป คือ 20 ต.ค.
และ 1 ธ.ค. 2553 จากเดิมที่ ธปท.ฟันธงว่าจะขึ้นดอกเบี้ยไปที่ 2% โดยปัจจุบันอยู่ที่
1.75% หรือได้ขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 0.5% ในการประชุมที่ผ่านมา
เรียบเรียง โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 10/09/10 เวลา 9:23:50
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น