บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงาน เรื่อง ตลาดน้ำมันพืชปลายปี 2553 : เทศกาลกิน
เจกระตุ้นยอดจำหน่าย โดยระบุว่า ในปี 2553 นี้เทศกาลกินเจตรงกับวันที่ 8-16 ตุลาคม 2553
ซึ่งในช่วงเทศกาลกินเจน้ำมันพืชเป็นสินค้าหนึ่งที่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงปกติ
เนื่องจากน้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการประกอบอาหารเจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า
เทศกาลกินเจปีนี้จะช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายน้ำมันพืชประมาณร้อยละ 5-10 ในช่วงปลายปี
2553 หลังจากในช่วงที่ผ่านมาการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ และการปรับกลยุทธ์การแข่งขันของ
ผู้ประกอบการ เป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้ตลาดน้ำมันพืชในประเทศปี 2553 มีแนวโน้มขยายตัว
ร้อยละ 15-20
ตลาดน้ำมันพืชในประเทศปี 2553.....ภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัว
ตลาดน้ำมันพืชบรรจุขวดของไทยปี 2553 คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 14,000-15,000
ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องประมาณร้อยละ 15-20 ทั้งนี้เนื่องจากภาวะ
เศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นปัจจัยสนุบสนุนให้ปริมาณการผลิตและความต้องการบริโภคน้ำมันพืช
ภายในประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยปริมาณการผลิตน้ำมันพืชในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 เท่า
กับ 8.12 แสนตัน เพิ่มขึ้นจาก 7.57 แสนตัน ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 (ขยายตัวร้อยละ 7.3
จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) และปริมาณจำหน่ายน้ำมันพืชในประเทศช่วงครึ่งปีแรกของปี
2553 เท่ากับ 6.37 แสนตัน เพิ่มขึ้นจาก 6.12 แสนตันในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 (ขยายตัว
ร้อยละ 4.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)
หากจำแนกตลาดของผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชภายในประเทศตามความแตกต่างทางด้านราคา
สามารถแบ่งตลาดออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
ผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชเกรดกลาง ได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันรำข้าว
(เกรดกลาง) ราคาขายปลีกโดยเฉลี่ยในท้องตลาดอยู่ที่ประมาณลิตรละ 35-50 บาท ปัจจุบัน
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีสัดส่วนตลาดมากที่สุด ประมาณร้อยละ 95 ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดย
จำแนกเป็นสัดส่วนตลาดของน้ำมันปาล์มร้อยละ 70 น้ำมันถั่วเหลืองร้อยละ 20 และน้ำมันรำข้าว
(เกรดกลาง) ร้อยละ 5
ผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชเกรดพิเศษ (พรีเมี่ยม) เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมัน
ทานตะวัน และน้ำมันรำข้าว (เกรดพิเศษ) เป็นต้น ในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชพรีเมี่ยมยังคง
สัดส่วนตลาดภายในประเทศไม่มากนัก โดยมีสัดส่วนตลาดเพียงร้อยละ 5 ของมูลค่าตลาดทั้ง
หมด ทั้งนี้เนื่องจากน้ำมันพืชพรีเมี่ยมเป็นสินค้าที่มีตลาดกลุ่มเฉพาะ (Niche Market) การ
แข่งขันเน้นทางด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทำให้น้ำมันพืชพรีเมี่ยมมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบ
เทียบกับน้ำมันพืชเกรดกลาง
น้ำมันพืชเกรดกลาง.....ผลิตภัณฑ์หลักดันตลาดในประเทศขยายตัว
น้ำมันพืชเกรดกลางเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ช่วยผลักดันให้ตลาดน้ำมันพืชในประเทศขยาย
ตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่นิยมใช้อย่างมากทั้งในภาคอุตสาหกรรมและ
บริโภคในครัวเรือน โดยภาวะการแข่งขันและปัจจัยที่ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชเกรดกลาง
แต่ละชนิดขยายตัว มีดังต่อไปนี้
น้ำมันปาล์ม การใช้น้ำมันปาล์มในประเทศส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม
ฟาสต์ฟู้ดและอาหารสำเร็จรูป ทั้งนี้เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันปาล์มที่เหมาะกับการประกอบ
อาหารประเภททอดประกอบกับราคาของน้ำมันปาล์มที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ
(ราคาขายปลีกเฉลี่ยลิตรละประมาณ 36.60 บาท) โดยการใช้น้ำมันปาล์มในปี 2553 คาดว่าจะมี
แนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยบวกของการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและการขยายตัว
ของอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป
น้ำมันถั่วเหลือง แม้ว่าในปัจจุบันน้ำมันถั่วเหลืองจะมีราคาขายปลีกเฉลี่ยสูงกว่าน้ำมัน
ปาล์มประมาณลิตรละ 5-8 บาท แต่จากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันในการนำไปใช้
งาน โดยน้ำมัน
ถั่วเหลืองเหมาะสำหรับใช้ประกอบอาหารทั่วไปประเภทผัดและใช้เป็นส่วนผสมของอาหาร ทำให้
น้ำมัน
ถั่วเหลืองถูกนำมาใช้บริโภคทั้งภายในครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม โดยน้ำมันถั่ว
เหลืองที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมจะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อการส่งออก เช่น
ปลาทูน่ากระป๋อง และน้ำพริกเผา แนวโน้มการใช้น้ำมันถั่วเหลืองในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัว
มากขึ้นจากปัจจัยบวกจาก การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจที่เป็นแรงกระตุ้นให้อุตสาหกรรมอาหาร
แปรรูปและการบริโภคภายในครัวเรือนขยายตัวมากขึ้น ประกอบกับการที่ผู้บริโภคตระหนักถึง
ประโยชน์ของน้ำมันถั่วเหลือง และผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการแข่งขันโดยเน้นการ
ประชาสัมพันธ์ถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อปรับเปลี่ยนตำแหน่งของผลิตภัณฑ์และภาพลักษณ์
ของสินค้าให้กลายเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ จะช่วยสนับสนุนให้การบริโภคภายในครัวเรือนยิ่งมีแนว
โน้มขยายตัวมากขึ้น
น้ำมันรำข้าวเกรดกลาง เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์เฉพาะ ทางด้านโภชนาการที่ดี
ต่อสุขภาพ โดยน้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) เนื่องจาก
ประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในสัดส่วนที่สูง ในปัจจุบัน น้ำมันรำข้าวยังไม่เป็นที่นิยม
สำหรับตลาดในประเทศเนื่องจากมีราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลือง
การบริโภคส่วนใหญ่เป็นการบริโภคภายในครัวเรือน แนวโน้มการใช้น้ำมันรำข้าวเกรดกลางในปี
2553 คาดว่าจะขยายตัวมากขึ้นตามกระแสการรักสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการปรับ
กลยุทธ์ของผู้ประกอบการที่เน้นการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริโภคให้
ทราบถึงคุณประโยชน์เฉพาะของผลิตภัณฑ์มากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าน้ำมันพืชเกรดกลางจะเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ช่วยผลักดันให้ตลาด
น้ำมันพืชในประเทศขยายตัว แต่ผู้ผลิตน้ำมันพืชเกรดกลางยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากปัญหา
แนวโน้มราคาน้ำมันพืชเกรดกลางในตลาดที่หดตัวลง และปัญหาเรื่องการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุ
ดิบจากต่างประเทศทำให้ต้นทุนของวัตถุดิบเปลี่ยนแปลงตามราคาในตลาดโลก จากปัจจัยเสี่ยง
ดังกล่าว อาจเป็นแรงเสริมให้ผู้ประกอบการในตลาดน้ำมันพืชเกรดกลางหันมายกระดับสินค้าและ
ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อขยายตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชพรีเมี่ยมเพิ่มมากขึ้น และ
แนวโน้มการแข่งขันในตลาดน้ำมันพืชพรีเมี่ยมจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
กระแสรักสุขภาพ....โอกาสทองของผู้ผลิตและผู้นำเข้า-ส่งออกน้ำมันพืชพรีเมี่ยม
กระแสรักสุขภาพยังคงเป็นกระแสหลักสำหรับตลาดสินค้าอาหาร นับเป็นปัจจัยหลักที่
ช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชพรีเมี่ยมเริ่มมีจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์มี
ความหลากหลายทั้งชนิดของน้ำมันและขนาดของบรรจุภัณฑ์ แม้ว่าขนาดตลาดน้ำมันพรีเมี่ยมจะ
มีขนาดไม่ใหญ่และช่องทางการจำหน่ายยังจำกัดอยู่ในตลาดโมเดิร์นเทรด แต่ความต้องการ
บริโภคมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ผลิตภัณฑ์น้ำมันพรีเมี่ยมที่จำหน่ายในตลาดมีทั้งที่นำเข้าจาก
ต่างประเทศและผลิตภายในประเทศ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
น้ำมันพรีเมี่ยมที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ในภาพรวม ปี 2553 ความต้องการบริโภคน้ำมันพรีเมี่ยมของไทยมีแนวโน้มขยายตัว
เพิ่มขึ้น โดยในช่วงเดือน ม.ค. – ก.ค. 2553 ไทยนำเข้าน้ำมันพืชพรีเมี่ยมเป็นมูลค่า 580.58
ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 25.84 จากแนวโน้มความต้องการ
บริโภคน้ำมันพรีเมี่ยมที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมการเลือกซื้อ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
ผลิตภัณฑ์น้ำมันพรีเมี่ยมที่ไทยนำเข้ามากที่สุดในช่วงเดือน ม.ค. – ก.ค. 2553 คือ น้ำมัน
มะกอก มีมูลค่า 285.73 ล้านบาท หรือร้อยละ 48.78 ของมูลค่าการนำเข้าน้ำมันพืชที่ใช้ในการ
ประกอบอาหารทั้งหมด รองลงมาคือ น้ำมันเมล็ดทานตะวันและดอกคำฝอย ร้อยละ 45.27 ส่วน
น้ำมันคาโนลา น้ำมันข้าวโพดและน้ำมันรำข้าวยังมีการนำเข้าในสัดส่วนที่น้อยมาก ในช่วงเดือน
ม.ค. – ก.ค. 2553 การนำเข้าน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลาและน้ำมันรำข้าว ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก
ช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คาดว่าการนำเข้าน้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโลนาในปี 2553 จะมี
แนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการน้ำมันพืชดังกล่าวสูงขึ้น แต่ผู้ผลิตใน
ประเทศไม่สามารถผลิตได้เพราะมีข้อจำกัดทางด้านวัตถุดิบที่ไม่มีเพาะปลูกในประเทศไทย นอก
จากนี้ การอ่อนค่าของเงินยูโรเมื่อเทียบกับเงินบาทยังเป็นปัจจัยหนุนในการเพิ่มโอกาสขยาย
ตลาดน้ำมันมะกอกในประเทศไทย เนื่องจากแหล่งนำเข้าน้ำมันมะกอกส่วนใหญ่มาจากประเทศ
สเปนและอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่ในกลุ่มที่ใช้เงินสกุลยูโร (Eurozone)
ผู้นำเข้ามีโอกาสที่จะขยายการนำเข้าน้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโลนา โดยการคัดสรร
ผลิตภัณฑ์นำเข้า ให้มีความหลากหลายทั้งในแง่ของชนิดผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติ/คุณค่าทาง
โภชนาการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการในการนำ
ไปประกอบอาหารที่แตกต่างกัน เช่น น้ำมันพืชที่เหมาะกับการทำอาหารไทย อาหารฝรั่ง หรือ
เหมาะกับการนำไปทำน้ำสลัด
น้ำมันพรีเมี่ยมที่ผลิตในประเทศ
ผลิตภัณฑ์น้ำมันพรีเมี่ยมที่ผลิตในประเทศ ได้แก่ น้ำมันรำข้าวเกรดพิเศษ น้ำมัน
ทานตะวัน และน้ำมันข้าวโพด ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสามารถเพาะปลูกได้ในประเทศ
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากตลาดน้ำมันพืชพรีเมี่ยม
ในประเทศไทยยังมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดน้ำมันพืชเกรดกลาง แต่ปัจจัยหนุนของ
ความได้เปรียบทางด้านวัตถุดิบที่สามารถหาและเพาะปลูกได้ภายในประเทศ ทำให้สามารถผลิต
และขายได้ในราคาต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเข้า จึงเป็นโอกาสให้ตลาดของผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชพรีเมี่
ยมที่ผลิตในประเทศขยายตัวและสามารถแข่งขันกับน้ำมันพืช
พรีเมี่ยมนำเข้าได้
การขยายตลาดน้ำมันพืชพรีเมี่ยมในประเทศ มีปัจจัยที่ผู้ผลิตควรให้ความสำคัญคือ
การปรับปรุงมาตรฐานการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้มาตรฐานรับรองคุณประโยชน์ทาง
ด้านโภชนาการ การปรับปรุงภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งควรเน้นการประชาสัมพันธ์เพื่อ
สร้างความรู้และความเข้าใจให้กับผู้บริโภคถึงความแตกต่างของคุณประโยชน์ทางด้าน
โภชนาการของน้ำมันพืชพรีเมี่ยม ซึ่งปัจจัยสำคัญดังกล่าวนอกจากจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยหนุนให้
ตลาดน้ำมันพรีเมี่ยมในประเทศแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถขยายการส่งออกได้
ในอนาคต และในระยะยาวยังอาจช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบการส่งออกน้ำมันพืชจากที่เป็นผู้รับจ้าง
ผลิต มาส่งออกภายใต้รูปแบบและตราสินค้าของตนเอง
บทสรุป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ตลาดน้ำมันพืชปี 2553 มีแนวโน้มขยายตัวประมาณร้อยละ
15-20 จากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการปรับกลยุทธ์การแข่งขันของผู้ประกอบ
การ ซึ่งเน้นการแข่งขันทางด้านคุณภาพ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งผลิตภัณฑ์และภาพลักษณ์ของ
สินค้าให้กลายเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ รวมทั้งการขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้นโดยการสร้างความ
หลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม ทั้งนี้ตลาด
น้ำมันพืชขนาดกลางยังคงเป็นตลาดหลักที่ช่วยผลักดันให้มูลค่าตลาดน้ำมันพืชในประเทศขยาย
ตัว ส่วนตลาดน้ำมันพืชเกรดพิเศษ (พรีเมี่ยม) แม้ว่ามีส่วนแบ่งตลาดไม่มากนัก แต่ตลาดน้ำมัน
พืชพรีเมี่ยมยังคงเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศ
และต่างประเทศ ส่วนในช่วงปลายปีตลาดน้ำมันพืชได้รับอานิสงส์จากช่วงเทศกาลกินเจเข้ามา
ช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายอีกด้วย
ส่วนการขยายตลาดน้ำมันพืชพรีเมี่ยมให้มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการควรให้
ความสำคัญกับการปรับปรุงมาตรฐานการผลิต มาตรฐานรับรองคุณประโยชน์ทางโภชนาการ การ
ปรับปรุงภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่
ผู้บริโภคให้ตระหนักถึงความแตกต่างของคุณประโยชน์ทางโภชนาการของน้ำมันพืชพรีเมี่ยม
ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วันที่ 17/09/10 เวลา 16:58:24
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น