วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

แค่ 2 เดือนต่างชาติฟันกำไรหุ้นไทยแล้ว 17%

โบรกฯชี้ดึงดูดเงินทุนนอก

ผลตอบแทนสูงสุดภูมิภาค

แค่ 2 เดือนต่างชาติฟันกำไรหุ้นไทยแล้ว 17% โบรกฯคาดทั้งปีทะลุ20% ชี้เป็นแรงดึงดูดเงินทุนนอก คาดผลตอบแทนสูงสุดในภูมิภาคเผยสัปดาห์ก่อน เริ่มขายทำกำไร

รายงานข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซียพลัสแจ้งว่า ตั้งแต่ช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ที่เงินทุนเริ่มไหลเข้าไทย นักลงทุนต่างชาติได้ผลตอบแทนจากหุ้นไทยแล้วประมาณ 13% ซึ่งยังไม่ได้รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกประมาณ 4.66% หรือหากพิจารณาผลตอบแทนทั้งหมดจะสูงถึง17% ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนเศษ ซึ่งคาดว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะให้ผลตอบแทนสูงสุดในภูมิภาค หากนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ทำให้อัตราการปรับขึ้นของดัชนีหุ้นไทยนับจากนี้อาจจะค่อยๆ ขึ้น และน่าจะเริ่มปรับขึ้นน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย โดยคาดว่าแรงหนุนจากผลกำไรต่อหุ้นของตลาดที่จะสูงถึง 20% ในปีนี้และ 14% ในปีหน้าของไทย ยังเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ ตราบที่ปัญหา! ในยุโรปและสหรัฐ ยังมีอยู่

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสลับขาย แต่โดยรวมแล้วยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเอเชียเกือบทุกแห่ง แต่ซื้อในอัตราชะลอตัว ยกเว้นตลาดหุ้นไทยที่ขายสุทธิมากกว่า ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการขายทำกำไรตามปกติ หลังจากที่มีส่วนต่างของราคาหุ้นราว 13%

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติได้กลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมาสูงถึง 4.86 พันล้านบาทหลังจากที่ขายสุทธิต่อเนื่องในช่วงสองวันก่อนหน้า ทำให้ยอดซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ จากต้นปีจนปัจจุบันยังคงสูงถึง 1.68 แสนล้านบาทแต่ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยมูลค่าประมาณ 1 พันล้านบาท นับเป็นการขายสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยรวมทำให้ยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนในตลาดหุ้นเหลือเพียง 1.77 หมื่นล้านบาทจากต้นปีจนปัจจุบัน

รายงานข่าวแจ้งว่า ฝ่ายวิจัยคาดหมายว่าเงินเฟ้อของไทยน่าจะเริ่มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากราคาอาหารเริ่มอ่อนตัวลง โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อหมู และไก่ เป็นต้นประกอบกับแรงกดดันทางด้านเงินบาทแข็งค่ามีมากขึ้น อาจจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ต้องพิจารณาชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ประสบกับภาวะค่าเงินแข็งค่าและอาจจะต้องเข้าแทรกแซงนโยบายเงินตราต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นรวมถึงออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่ประสบปัญหาค่าเงินแข็งค่ามากเกินไป ทำให้ธนาคารกลางทั้งสองประเทศชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ประเด็นการชะลอขึ้นดอกเบี้ยอาจจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อการกระตุ้นการเก็งกำไรในหุ้นอสังหาริมทรัพย์อีกรอบ ในระหว่างที่ตลาดหุ้นยังคงขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ หนุนตลาด โดยเฉพาะหุ้นในหมวดรับเหมาก่อสร้างที่ยังมีประเด็นความคืบหน้าของการประมูลรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่อยู่ในแผน--จบ--



--มติชน ฉบับวันที่ 22 ก.ย. 2553 (กรอบบ่าย)--

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น