ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัทจี สตีล จำกัด (มหาชน)
(GSTEEL) และบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) (GJS)ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GSTEEL
พบว่าราคาหุ้นปรับตัวลดลง ตั้งแต่เปิดการซื้อขาย
ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) เพื่อห้ามการซื้อ
หรือขายหลักทรัพย์ของ GSTEEL และ GJS สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์รอบบ่ายของวัน
ที่ 27 กันยายน 2553 เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนมีเวลาในการพิจารณาความเห็นของผู้สอบ
บัญชีประกอบกับตัวเลขในงบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงินอย่างระมัดระวังโดย
ตลาดหลักทรัพย์จะอนุญาตให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของ GSTEELและ GJS พร้อมกับขึ้นเครื่อง
หมาย NP (Notice Pending) ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 28 กันยายน 2553 จน
กว่า GSTEEL และ GJS จะนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขหรือจนกว่าจะได้ข้อสรุปว่า
GSTEEL และ GJS ไม่ต้องแก้ไขงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ฉบับปรับปรุง
ดังกล่าว
ซึ่งล่าสุด GSTEEL GJS ได้นำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขแล้ว โดยGSTEEL
ระบุว่าผลงานปี 52 ขาดทุน 1.03 หมื่นลบ. เพิ่มขึ้นจากปี 51 ขาดทุน 3.20 พันลบ. ส่วน
GJS เผยงบการเงินเฉพาะกิจการ ปี 2552 ขาดทุน 6.40 พันลบ. จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่
ขาดทุน 3.59 พันลบ. รวมทั้งรายงานการตรวจสอบบัญชีเป็นกรณีพิเศษเพิ่มเติม
ล่าสุดเมื่อเวลา10.09 น. ราคาหุ้น GSTEEL อยู่ที่ 0.60 บาท ลดลง 0.02 บาท
หรือ 3.23% มูลค่าการซื้อขาย 17.71ล้านบาท และ GJS อยู่ที่ 0.25 บาท ลดลง 0.01 บาท
หรือ 3.85% มูลค่าการซื้อขาย 5.34 ล้านบาท
เรียบเรียง โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:12:16
วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553
Q3ไร้เงากองทุนทำวินโดว์ฯ
กองทุนยิ้มแฉ่ง!!ไตรมาส 3 /53 ไม่เปลืองงบทำวินโดว์ เดรสซิ่ง เหตุดัชนีพุ่งพรวด
กว่า 20% ทำงบแจ่มโดยปริยาย ส่วนรายย่อยผิดหวังไร้แรงซื้อจากสถาบันดันดัชนีก้าวกระโดด
นักวิเคราะห์คาดอาจมีการทำราคาเพื่อปิดงบเฉพาะหุ้นที่ลดลงแรง ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-ส่งออก-
ยานยนต์-เกษตร-รับเหมาก่อสร้าง แต่มีผลต่อดัชนีไม่มาก ชี้หุ้นไทยยังน่าสนใจ ไม่จำเป็นต้องพึ่ง
วินโดว์ฯ เหตุทุนนอกทะลักยาวจนถึงไตรมาส 4 ล่าสุดโบรกฯออกมาเพิ่มเป้าสิ้นปีเป็น 1100 จุด
หลังจากที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดในช่วงไตรมาส 3/53 จากระดับ
802 จุด ขึ้นมาที่ระดับ 962.47 จุด หรือเพิ่มขึ้น 20% ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันไม่จำเป็นต้องไล่
ซื้อหุ้นทำราคาเพื่อปิดงวดบัญชี( Window dressing) เพราะหุ้นที่ถืออยู่ให้ผลตอบแทนสูง ทำให้
งบการเงินออกมาสวยงามอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลืองงบไล่ซื้อหุ้นเหมือนที่ผ่านมา สร้างความผิดหวังให้
นักลงทุนรายย่อยที่คาดหวังว่า Window dressing จะช่วยหนุนดัชนีให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าที่
ควรจะเป็น
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า การทำวินโดว์ เดรสซิ่ง อาจจะมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะหุ้นที่ปรับ
ตัวลดลงมามาก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มส่งออก กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเกษตร และกลุ่มรับเหมา
ก่อสร้าง แต่หุ้นเหล่านี้มีผลต่อการผลักดันดัชนีไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงปลายไตรมาส 3/53 จะไม่มี Window dressing ดัชนีหุ้นไทยก็
ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่คาดว่าจะแรลลี่ยาวไปจนถึงช่วง
ไตรมาส 4/53 ส่งผลให้โบรกเกอร์ต้องปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีในปีนี้ขึ้นเป็น 1050-1100 จุด
นักวิเคราะห์ฟันธงไม่เกิด Window dressing
นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ กล่าว
ว่า ในช่วงสิ้นไตรมาสสาม ไม่น่าจะเห็นการปิดงวดบัญชีด้วยการไล่ซื้อหุ้นของพวกกองทุน เหมือน
เช่นที่ผ่านมา เพราะการปิดงวดบัญชี หรือ วินโดว์เดรสซิ่ง จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคาหุ้นในตลาด
ปรับลดลง แต่นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคา
หุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กล้วนปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยหากนับเฉพาะไตร
มาส 3 (2 ก.ค.-ปัจจุบัน) ราคาหุ้นขนาดใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 30% ส่วนหุ้นขนาดเล็กปรับ
เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 60% ส่วนดัชนีตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 20% นับจากวันที่ 2 ก.ค.53 ที่ระดับ
802 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำวินโดว์เดรสซิ่ง
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 3 โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายน ต่างชาติเริ่มเข้าซื้อสุทธิ
เพิ่มมากขึ้นในตลาดหุ้นไทย รวมถึงตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเช่นเดียวกัน เนื่องจากต่างชาติยังไม่
มั่นใจในเศรษฐกิจของสหรัฐ เห็นได้จากการที่สหรัฐเตรียมจะอัดฉีดเงินรอบที่ 2 เข้าสู่ระบบ
เศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินสกุลดอลลาร์อ่อนค่าลง ในขณะที่ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียเริ่มแข็งค่าขึ้น
'ดังนั้นจึงมองว่ายากมากที่บริษัทต่างๆ จะทำวินโดว์เดรสซิ่งเหมือนปิดงบในช่วงที่ผ่าน
มา ทำให้ไม่ต้องเปลืองเงินในการไล่ซื้อหุ้น'นายวีระชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า อาจจะมีการไล่ซื้อหุ้นเพื่อทำวินโดว์เดรสซิ่งในหุ้นบางกลุ่ม
เท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนน้อย นั่นคือ หุ้นกลุ่มที่ราคาปรับตัวลดลง เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มส่งออก
กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเกษตร และ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อตลาดโดยรวม
ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ไม่น่าจะ
เห็นการทำวินโดว์เดรสซิ่งในช่วงปิดงวดบัญชีไตรมาส 3 นี้ เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดก็ต่อ
เมื่อราคาหุ้นในตลาดปรับลดลง แต่ช่วงนี้หุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่เห็นการทำวินโดว์
เดรสซิ่งแน่นอน เว้นแต่ว่าราคาหุ้นตกลงมาแรงในช่วงใกล้ปิดงวดบัญชีเท่านั้น
พัฒนสินเผยกลุ่มโรงพยาบาล-ปิโตรฯมีโอกาสถูกไล่ซื้อมากสุด
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พัฒนสิน ประเมินว่า ช่วง Window dressing จากค่า
เฉลี่ยสถิติ 10 ไตรมาสย้อนหลัง พบว่ากลุ่มโรงพยาบาล และปิโตร มีความน่าจะเป็นสูงสุด 80-
90% ที่จะปรับตัวสูงขึ้น และ 40% ขึ้นมากกว่าตลาด วัดจากช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนปิดงวดบัญชี
สำหรับรอบนี้คาดว่า การทำราคาปิดงวดบัญชี มีโอกาสเกิดขึ้นกับหุ้นที่ผลตอบแทน
(Return) ติดลบนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน และราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาด
(Laggard) ในรอบที่ผ่านมา ได้แก่ DELTA, HANA, TSTH, PTTAR และ AOT
กิมเอ็งชี้ window dressing มีผลต่อตลาดน้อยสุดช่วงQ3
บทวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า window dressing ในช่วงไตรมาส 3
มีผลต่อตลาดน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับไตรมาส 1-2-3 โดย KimEng ได้ศึกษาถึงผลของ Window
Dressing ในแต่ละไตรมาสย้อนหลังไป 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า Window Dressing มีผลต่อตลาด
สูงสุดในไตรมาสที่ 4 ตามมาด้วย ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 3 ดังนั้นการคาดหวัง
ว่า SET INDEX จะดีดตัวขึ้นจากการทำ Window Dressing ในสัปดาห์นี้จึงน่าจะเป็นไปอย่าง
จำกัด
ทิสโก้เพิ่มเป้าดัชนีสิ้นปีเป็น 1050-1100 จุด
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดลูกค้าส่วนบุคคล บล.ทิสโก้
จำกัด กล่าวว่า บล.ทิสโก้ได้เพิ่มเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้เป็น 1050-1100 จุด จากเดิม
มองไว้ประมาณ 960 จุด เนื่องจากเชื่อว่าในช่วงไตรมาส 4/53 จะมีเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้า
มาลงทุนในตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดโลกมีสูงและต้องการหาที่ลง
ทุน ซึ่งตลาดหุ้นไทยค่อนข้างน่าสนใจ นอกจากนี้ในเดือน ธ.ค.53 จะมีแรงซื้อจากกองทุนรวมหุ้น
ระยะยาว(LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)เข้ามาผลักดันตลาดหุ้นไทยด้วย
'คาดว่าปีนี้ นักลงทุนต่างชาติก็ยังน่าจะเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนตุลาฯถึง
พฤศจิกาฯ ที่น่าจะซื้อไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท และหลังจากนั้นคงหยุดในเดือนธันวาคมตาม
เทศกาล แต่ในจังหวะนั้นก็เชื่อว่าพอร์ตของนักลงทุนสถาบันประเภท LTF และ RMFจะเข้ามา
ซื้อ'นายวิวัฒน์ กล่าว
เรียบเรียง โดย กานต์ธิดา หวานฉ่ำ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 8:45:31
กว่า 20% ทำงบแจ่มโดยปริยาย ส่วนรายย่อยผิดหวังไร้แรงซื้อจากสถาบันดันดัชนีก้าวกระโดด
นักวิเคราะห์คาดอาจมีการทำราคาเพื่อปิดงบเฉพาะหุ้นที่ลดลงแรง ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-ส่งออก-
ยานยนต์-เกษตร-รับเหมาก่อสร้าง แต่มีผลต่อดัชนีไม่มาก ชี้หุ้นไทยยังน่าสนใจ ไม่จำเป็นต้องพึ่ง
วินโดว์ฯ เหตุทุนนอกทะลักยาวจนถึงไตรมาส 4 ล่าสุดโบรกฯออกมาเพิ่มเป้าสิ้นปีเป็น 1100 จุด
หลังจากที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดในช่วงไตรมาส 3/53 จากระดับ
802 จุด ขึ้นมาที่ระดับ 962.47 จุด หรือเพิ่มขึ้น 20% ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันไม่จำเป็นต้องไล่
ซื้อหุ้นทำราคาเพื่อปิดงวดบัญชี( Window dressing) เพราะหุ้นที่ถืออยู่ให้ผลตอบแทนสูง ทำให้
งบการเงินออกมาสวยงามอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลืองงบไล่ซื้อหุ้นเหมือนที่ผ่านมา สร้างความผิดหวังให้
นักลงทุนรายย่อยที่คาดหวังว่า Window dressing จะช่วยหนุนดัชนีให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าที่
ควรจะเป็น
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า การทำวินโดว์ เดรสซิ่ง อาจจะมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะหุ้นที่ปรับ
ตัวลดลงมามาก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มส่งออก กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเกษตร และกลุ่มรับเหมา
ก่อสร้าง แต่หุ้นเหล่านี้มีผลต่อการผลักดันดัชนีไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงปลายไตรมาส 3/53 จะไม่มี Window dressing ดัชนีหุ้นไทยก็
ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่คาดว่าจะแรลลี่ยาวไปจนถึงช่วง
ไตรมาส 4/53 ส่งผลให้โบรกเกอร์ต้องปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีในปีนี้ขึ้นเป็น 1050-1100 จุด
นักวิเคราะห์ฟันธงไม่เกิด Window dressing
นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ กล่าว
ว่า ในช่วงสิ้นไตรมาสสาม ไม่น่าจะเห็นการปิดงวดบัญชีด้วยการไล่ซื้อหุ้นของพวกกองทุน เหมือน
เช่นที่ผ่านมา เพราะการปิดงวดบัญชี หรือ วินโดว์เดรสซิ่ง จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคาหุ้นในตลาด
ปรับลดลง แต่นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคา
หุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กล้วนปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยหากนับเฉพาะไตร
มาส 3 (2 ก.ค.-ปัจจุบัน) ราคาหุ้นขนาดใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 30% ส่วนหุ้นขนาดเล็กปรับ
เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 60% ส่วนดัชนีตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 20% นับจากวันที่ 2 ก.ค.53 ที่ระดับ
802 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำวินโดว์เดรสซิ่ง
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 3 โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายน ต่างชาติเริ่มเข้าซื้อสุทธิ
เพิ่มมากขึ้นในตลาดหุ้นไทย รวมถึงตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเช่นเดียวกัน เนื่องจากต่างชาติยังไม่
มั่นใจในเศรษฐกิจของสหรัฐ เห็นได้จากการที่สหรัฐเตรียมจะอัดฉีดเงินรอบที่ 2 เข้าสู่ระบบ
เศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินสกุลดอลลาร์อ่อนค่าลง ในขณะที่ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียเริ่มแข็งค่าขึ้น
'ดังนั้นจึงมองว่ายากมากที่บริษัทต่างๆ จะทำวินโดว์เดรสซิ่งเหมือนปิดงบในช่วงที่ผ่าน
มา ทำให้ไม่ต้องเปลืองเงินในการไล่ซื้อหุ้น'นายวีระชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า อาจจะมีการไล่ซื้อหุ้นเพื่อทำวินโดว์เดรสซิ่งในหุ้นบางกลุ่ม
เท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนน้อย นั่นคือ หุ้นกลุ่มที่ราคาปรับตัวลดลง เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มส่งออก
กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเกษตร และ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อตลาดโดยรวม
ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ไม่น่าจะ
เห็นการทำวินโดว์เดรสซิ่งในช่วงปิดงวดบัญชีไตรมาส 3 นี้ เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดก็ต่อ
เมื่อราคาหุ้นในตลาดปรับลดลง แต่ช่วงนี้หุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่เห็นการทำวินโดว์
เดรสซิ่งแน่นอน เว้นแต่ว่าราคาหุ้นตกลงมาแรงในช่วงใกล้ปิดงวดบัญชีเท่านั้น
พัฒนสินเผยกลุ่มโรงพยาบาล-ปิโตรฯมีโอกาสถูกไล่ซื้อมากสุด
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พัฒนสิน ประเมินว่า ช่วง Window dressing จากค่า
เฉลี่ยสถิติ 10 ไตรมาสย้อนหลัง พบว่ากลุ่มโรงพยาบาล และปิโตร มีความน่าจะเป็นสูงสุด 80-
90% ที่จะปรับตัวสูงขึ้น และ 40% ขึ้นมากกว่าตลาด วัดจากช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนปิดงวดบัญชี
สำหรับรอบนี้คาดว่า การทำราคาปิดงวดบัญชี มีโอกาสเกิดขึ้นกับหุ้นที่ผลตอบแทน
(Return) ติดลบนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน และราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาด
(Laggard) ในรอบที่ผ่านมา ได้แก่ DELTA, HANA, TSTH, PTTAR และ AOT
กิมเอ็งชี้ window dressing มีผลต่อตลาดน้อยสุดช่วงQ3
บทวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า window dressing ในช่วงไตรมาส 3
มีผลต่อตลาดน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับไตรมาส 1-2-3 โดย KimEng ได้ศึกษาถึงผลของ Window
Dressing ในแต่ละไตรมาสย้อนหลังไป 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า Window Dressing มีผลต่อตลาด
สูงสุดในไตรมาสที่ 4 ตามมาด้วย ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 3 ดังนั้นการคาดหวัง
ว่า SET INDEX จะดีดตัวขึ้นจากการทำ Window Dressing ในสัปดาห์นี้จึงน่าจะเป็นไปอย่าง
จำกัด
ทิสโก้เพิ่มเป้าดัชนีสิ้นปีเป็น 1050-1100 จุด
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดลูกค้าส่วนบุคคล บล.ทิสโก้
จำกัด กล่าวว่า บล.ทิสโก้ได้เพิ่มเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้เป็น 1050-1100 จุด จากเดิม
มองไว้ประมาณ 960 จุด เนื่องจากเชื่อว่าในช่วงไตรมาส 4/53 จะมีเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้า
มาลงทุนในตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดโลกมีสูงและต้องการหาที่ลง
ทุน ซึ่งตลาดหุ้นไทยค่อนข้างน่าสนใจ นอกจากนี้ในเดือน ธ.ค.53 จะมีแรงซื้อจากกองทุนรวมหุ้น
ระยะยาว(LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)เข้ามาผลักดันตลาดหุ้นไทยด้วย
'คาดว่าปีนี้ นักลงทุนต่างชาติก็ยังน่าจะเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนตุลาฯถึง
พฤศจิกาฯ ที่น่าจะซื้อไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท และหลังจากนั้นคงหยุดในเดือนธันวาคมตาม
เทศกาล แต่ในจังหวะนั้นก็เชื่อว่าพอร์ตของนักลงทุนสถาบันประเภท LTF และ RMFจะเข้ามา
ซื้อ'นายวิวัฒน์ กล่าว
เรียบเรียง โดย กานต์ธิดา หวานฉ่ำ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 8:45:31
ดัชนีตลาดนอก + BDI + น้ำมันดิบ
ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ปิดที่ระดับ 10812.04 จุด ลดลง48.22 จุดหรือ -0.44%
ดัชนี NASDAQ ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ปิดที่ระดับ 2369.77 จุด ลดลง 11.45 จุด หรือ -0.48%
ดัชนี S&P ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ปิดที่ระดับ 1142.16 จุด ลดลง 6.51 จุด หรือ -0.57%
ดัชนี FTSE ตลาดหุ้นลอนดอน ปิดที่ระดับ 5573.42 จุด ลดลง 25.06 จุด หรือ -0.45%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศส ปิดที่ระดับ 3766.16 จุด ลดลง 16.32 จุดหรือ -0.43%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมัน ปิดที่ระดับ 6278.89 จุด ลดลง 19.41 จุดหรือ -0.31%
ดัชนีค่าระวางเรือ BDI ประจำวันที่ 27 ก.ย. 53 ปิดที่ระดับ 2451 จุด เพิ่มขึ้น 7.00 จุด คิดเป็น 0.29%
ราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ที่ตลาดนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ ราคา 76.52 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 3 เซนต์ หรือ 0.04%
ดัชนี NASDAQ ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ปิดที่ระดับ 2369.77 จุด ลดลง 11.45 จุด หรือ -0.48%
ดัชนี S&P ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ปิดที่ระดับ 1142.16 จุด ลดลง 6.51 จุด หรือ -0.57%
ดัชนี FTSE ตลาดหุ้นลอนดอน ปิดที่ระดับ 5573.42 จุด ลดลง 25.06 จุด หรือ -0.45%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศส ปิดที่ระดับ 3766.16 จุด ลดลง 16.32 จุดหรือ -0.43%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมัน ปิดที่ระดับ 6278.89 จุด ลดลง 19.41 จุดหรือ -0.31%
ดัชนีค่าระวางเรือ BDI ประจำวันที่ 27 ก.ย. 53 ปิดที่ระดับ 2451 จุด เพิ่มขึ้น 7.00 จุด คิดเป็น 0.29%
ราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ที่ตลาดนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ ราคา 76.52 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 3 เซนต์ หรือ 0.04%
7หมื่นล้านท่วมตลาดหุ้น ดันดัชนีไตรมาส4แตะ1,100จุด
บล.ทิสโก้ประเมินไตรมาส4 ต่างชาติ-สถาบัน แห่ลงทุนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ดันดัชนีพุ่ง
1,050-1,100 จุด เตือนนักลงทุนยังเล่นเพลินระวังปี 2554 ดัชนีมีสิทธิ์ลงแรงเพราะยังมีสิทธิ ส่ง
ออกชะลอตัวกับประเด็นยุบพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาเป็นตัวถ่วง
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดลูกค้าส่วนบุคคล บริษัท
หลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวในงานสัมมนา หัวข้อ เทคนิค SET50 Index Futures และจับ
จังหวะช้อนหุ้นเด็ดโค้งสุดท้าย เป้า 1000 จุด ว่า ในช่วงไตรมาส 4 นี้คาดจะมีเม็ดเงินเข้ามาลง
ทุนใน ตลาดหุ้นไทยอย่างคึกคัก โดยประเมินว่า จะมาจากแรงซื้อนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาใน
ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ ไม่ต่ำกว่า4 หมื่นล้านบาท
รวมถึงเม็ดเงินจากการลงทุนกองทุนหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund:
LTF) และกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF)ที่จะเข้ามามาก
ในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งคาดว่า จะมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จึงน่าจะผลักดันให้
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้วิ่งขึ้นไปได้ถึง 1,050-1,100 จุดได้
'ก่อนหน้านี้เราเคยประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 960จุด แต่
จากการที่เห็นทิศทางเงินไหลเข้าลงทุนมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบัน
กองทุน LTF-RMF รวมกว่า7หมื่นล้านบาท ก็น่าจะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งไปถึง 1,050-
1,100 จุดได้ ซึ่งถือเป็นระดับพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทย(บจ.)รองรับได้อยู่'นายวิวัฒน์
กล่าว
ปัจจัยที่ทำให้ยังคงมีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะ ประเทศใน
แถบภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับ
ประเทศมหาอำนาจในกลุ่ม G3 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ที่ยังมีทั้งปัญหาการว่างงานและ
หนี้สินภาครัฐสูง จึงทำให้ค่าเงินค่อนข้างอ่อนตัว นักลงทุนเกิดความกังวลและย้ายการลงทุนจาก
เดิมที่อยู่ในรูปดอลล่าร์และยูโร มาลงทุนในทองคำรวมถึงหุ้นแทน ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ได้รับอานิสงส์
ด้วย
โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาจะพบว่ามีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องจนดัชนี
ตลาดหุ้นในกลุ่มTIP ได้แก่ ประเทศไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30% อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น
ประมาณ 34% ฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น37% และหากวัดจากดัชนีตลาดที่เคยอยู่ในระดับต่ำสุด จะพบ
ได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 103% อินโดนีเซีย 155% ฟิลิปปินส์ 112%
อย่างไรก็ตามจากการปรับตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่องนี้ นักลงทุนควรระมัดระวัง โดย
เฉพาะการลงทุนในปี 2554 ที่คาดว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลงนานประมาณ 3-5 เดือน ซึ่งน่า
จะร่วงลงประมาณ300 จุด ลงมาอยู่แถวระดับประมาณ 900 จุดอีกครั้ง เพราะได้ปรับตัวขึ้นไป
มากแล้ว อีกทั้งยังมีปัจจัยน่ากังวลด้านการส่งออกที่เติบโตแบบชะลอตัว รวมถึงปัญหาการยุบ
พรรคประชาธิปปัตย์
ที่มา แนวหน้า วันที่ 28/09/10 เวลา 8:24:02
1,050-1,100 จุด เตือนนักลงทุนยังเล่นเพลินระวังปี 2554 ดัชนีมีสิทธิ์ลงแรงเพราะยังมีสิทธิ ส่ง
ออกชะลอตัวกับประเด็นยุบพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาเป็นตัวถ่วง
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดลูกค้าส่วนบุคคล บริษัท
หลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวในงานสัมมนา หัวข้อ เทคนิค SET50 Index Futures และจับ
จังหวะช้อนหุ้นเด็ดโค้งสุดท้าย เป้า 1000 จุด ว่า ในช่วงไตรมาส 4 นี้คาดจะมีเม็ดเงินเข้ามาลง
ทุนใน ตลาดหุ้นไทยอย่างคึกคัก โดยประเมินว่า จะมาจากแรงซื้อนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาใน
ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ ไม่ต่ำกว่า4 หมื่นล้านบาท
รวมถึงเม็ดเงินจากการลงทุนกองทุนหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund:
LTF) และกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF)ที่จะเข้ามามาก
ในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งคาดว่า จะมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จึงน่าจะผลักดันให้
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้วิ่งขึ้นไปได้ถึง 1,050-1,100 จุดได้
'ก่อนหน้านี้เราเคยประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 960จุด แต่
จากการที่เห็นทิศทางเงินไหลเข้าลงทุนมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบัน
กองทุน LTF-RMF รวมกว่า7หมื่นล้านบาท ก็น่าจะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งไปถึง 1,050-
1,100 จุดได้ ซึ่งถือเป็นระดับพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทย(บจ.)รองรับได้อยู่'นายวิวัฒน์
กล่าว
ปัจจัยที่ทำให้ยังคงมีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะ ประเทศใน
แถบภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับ
ประเทศมหาอำนาจในกลุ่ม G3 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ที่ยังมีทั้งปัญหาการว่างงานและ
หนี้สินภาครัฐสูง จึงทำให้ค่าเงินค่อนข้างอ่อนตัว นักลงทุนเกิดความกังวลและย้ายการลงทุนจาก
เดิมที่อยู่ในรูปดอลล่าร์และยูโร มาลงทุนในทองคำรวมถึงหุ้นแทน ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ได้รับอานิสงส์
ด้วย
โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาจะพบว่ามีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องจนดัชนี
ตลาดหุ้นในกลุ่มTIP ได้แก่ ประเทศไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30% อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น
ประมาณ 34% ฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น37% และหากวัดจากดัชนีตลาดที่เคยอยู่ในระดับต่ำสุด จะพบ
ได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 103% อินโดนีเซีย 155% ฟิลิปปินส์ 112%
อย่างไรก็ตามจากการปรับตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่องนี้ นักลงทุนควรระมัดระวัง โดย
เฉพาะการลงทุนในปี 2554 ที่คาดว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลงนานประมาณ 3-5 เดือน ซึ่งน่า
จะร่วงลงประมาณ300 จุด ลงมาอยู่แถวระดับประมาณ 900 จุดอีกครั้ง เพราะได้ปรับตัวขึ้นไป
มากแล้ว อีกทั้งยังมีปัจจัยน่ากังวลด้านการส่งออกที่เติบโตแบบชะลอตัว รวมถึงปัญหาการยุบ
พรรคประชาธิปปัตย์
ที่มา แนวหน้า วันที่ 28/09/10 เวลา 8:24:02
วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553
TKS เปิดบวก! รับผู้บริหารลั่น Q3/53 ยอดขายกระฉูด
TKS เปิดบวก! รับผู้บริหารลั่น Q3/53 ยอดขายกระฉูด หลังผลิตแสตมป์เซเว่น
มูลค่า 30 ลบ. กูรูแนะเก็งกำไรให้แนวต้าน 3.54 บ.
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี
จำกัด (มหาชน) หรือ TKS เมื่อเปิดตลาดภาคเช้าปรากฎว่าราคาหุ้นดังกล่าวปรับขึ้น
ทันที หลังจากที่ผู้บริหารออกมาระบุว่ามั่นใจ Q3/2553 ยอดขายกระฉูดตามช่วง
ไฮ ซีซัน พร้อมทั้งแย้มโค้งสุดท้ายของปีนี้เตรียมรับงานพิมพ์แสตมป์เซเว่น มูลค่า
30 ล้านบาท คาดบันทึกรายได้ทันที ซึ่งคงช่วยสนับสนุนให้ทั้งปีรายได้โตเข้าเป้า
15% จากปีก่อนที่ทำได้ 7,200 ล้านบาท
ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัย์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า
แนะนำนักลงทุนเล่นเก็งกำไรหุ้น TKS โดยให้แนวรับไว้ที่ 3.34 บาท ให้แนวรับ
ถัดไปไว้ที่ 3.30 บาท ขณะที่แนวต้าน 3.44 บาท แนวต้านถัดไป 3.54 บาท ส่วน
จุด Stop Loss ให้ไว้ที่ 3.26 บาท
ณ เวลา 10.07 น.ราคาหุ้น TKS อยู่ที่ 3.44 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ
2.38% มูลค่าการซื้อขายรวม 1.44 ล้านบาท
รายงาน โดย อาภรณ์ สุภาพ
เรียบเรียง โดย ศุภวรรณ วราภรณ์
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/09/10 เวลา 10:11:44
มูลค่า 30 ลบ. กูรูแนะเก็งกำไรให้แนวต้าน 3.54 บ.
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี
จำกัด (มหาชน) หรือ TKS เมื่อเปิดตลาดภาคเช้าปรากฎว่าราคาหุ้นดังกล่าวปรับขึ้น
ทันที หลังจากที่ผู้บริหารออกมาระบุว่ามั่นใจ Q3/2553 ยอดขายกระฉูดตามช่วง
ไฮ ซีซัน พร้อมทั้งแย้มโค้งสุดท้ายของปีนี้เตรียมรับงานพิมพ์แสตมป์เซเว่น มูลค่า
30 ล้านบาท คาดบันทึกรายได้ทันที ซึ่งคงช่วยสนับสนุนให้ทั้งปีรายได้โตเข้าเป้า
15% จากปีก่อนที่ทำได้ 7,200 ล้านบาท
ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัย์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า
แนะนำนักลงทุนเล่นเก็งกำไรหุ้น TKS โดยให้แนวรับไว้ที่ 3.34 บาท ให้แนวรับ
ถัดไปไว้ที่ 3.30 บาท ขณะที่แนวต้าน 3.44 บาท แนวต้านถัดไป 3.54 บาท ส่วน
จุด Stop Loss ให้ไว้ที่ 3.26 บาท
ณ เวลา 10.07 น.ราคาหุ้น TKS อยู่ที่ 3.44 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ
2.38% มูลค่าการซื้อขายรวม 1.44 ล้านบาท
รายงาน โดย อาภรณ์ สุภาพ
เรียบเรียง โดย ศุภวรรณ วราภรณ์
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/09/10 เวลา 10:11:44
ทุนนอกไหลเข้าหนุนดัชนีฯ เตือนระวังแรงขาย แนะ ขึ้นขาย-ลงซื้อกลับในหุ้นใหญ่
หุ้นไทยเปิดเช้าทะยาน 8.78 จุด หลังดาวโจนส์-น้ำมันโบรกฯ ชี้ ทุนนอกไหลเข้าหนุนดัชนีฯ
เตือนระวังแรงขาย แนะ ขึ้นขาย-ลงซื้อกลับในหุ้นใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย พบว่า ทันทีที่เปิดการ
ซื้อขายดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.78 จุด ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปิดที่ระดับ
10860.26 จุด เพิ่มขึ้น 197.84 จุด หรือ 1.86% รับปัจจัยหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจ
ที่น่าพอใจทั้งในสหรัฐและยุโรป อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินคาดใน
เดือน ส.ค. รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีเดือน ก.ย.ที่ขยายตัวดีขึ้นขณะที่ราคา
น้ำมันตลาดโลกปิดตลาด 76.49 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.31 ดอลลาร์ หรือ 1.74% หลัง
นักลงทุนยังคาดว่า เฟด อาจจะอัดฉีดเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบการเงินของสหรัฐ
เพื่อหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชะงักงัน
บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยวันจันทร์ปรับขึ้นต่อ ตามแรงหนุน
จากเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้า ซึ่งน่าจะดำรงอยู่ต่อไปตามแนวโน้มการอ่อนค่าของสกุลเงิน
ดอลล่าร์ฯ (และการแข็งค่าของสกุลเงินเอเชียและเงินบาท) ทั้งนี้ดัชนีค่าเงินดอลล่าร์ฯ ร่วงทำจุด
ต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบ 8 เดือนหลังจากถ้อยแถลงของประธานเฟด เบน เบอร์นานกี เพิ่มโอกาสที่
เฟดจะออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (เรียกกันสั้นๆ ว่า QE) ในเร็วๆ นี้ โดยนายเบอร์นาน
กีแถลงว่าการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ช้ากว่าที่เฟดอยากให้เป็น และงบดุลของเฟดในปัจจุบันก็ยังเอื้อ
ให้ออกมาตรการช่วยเหลือได้โดยไม่เป็นอันตรายมากนัก คาดว่าภาพใหญ่ดังกล่าวจะหนุนแรงซื้อ
หุ้นใหญ่ต่อ ดัชนีฯ น่าจะขึ้นไปแถวๆ แนวต้าน 957-960 จุด อย่างไรก็ดี สำหรับสัปดาห์นี้หาก
ดัชนีฯ ทะลุ 960 ขึ้นไปจะเข้าสู่ช่วงอันตราย เนื่องจากจะซื้อขายที่ PB มากกว่า 1.7 เท่า ซึ่งสถิติ
ในอดีตชี้ว่าเป็นระดับที่จะมีแรงขายทำกำไรมาก นักลงทุนจึงควรเทรดด้วยความระมัดระวัง ส่วน
ปัจจัยการเมืองในวันนี้น่าติดตาม โดยศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง (พรรค
ประชาธิปัตย์) ในคดีเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท เป็นนัดแรกด้วย
กลยุทธ์ เล่นรายวันแนะขึ้นขาย-ลงซื้อกลับ หุ้นใหญ่ในกลุ่มแบงก์และพลังงานน่ามี
ช่วงเทรดเอา gap ได้ เช่น KTB*, PTTCH*, SCC*, BANPU* และ AOT* เป็นต้น ส่วน
พอร์ตลงทุนแนะถือหุ้นหลักต่อไปเพื่อรอติดตามสถานการณ์ภายนอกต่อไป
ณ เวลา 10.01 น. SET Index อยู่ที่ 960.23 จุด เพิ่มขึ้น 8.33 จุด หรือ 0.88%
มูลค่าการซื้อขาย 2,318.44 ล้านบาท
เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/09/10 เวลา 10:05:33
เตือนระวังแรงขาย แนะ ขึ้นขาย-ลงซื้อกลับในหุ้นใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย พบว่า ทันทีที่เปิดการ
ซื้อขายดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.78 จุด ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปิดที่ระดับ
10860.26 จุด เพิ่มขึ้น 197.84 จุด หรือ 1.86% รับปัจจัยหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจ
ที่น่าพอใจทั้งในสหรัฐและยุโรป อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินคาดใน
เดือน ส.ค. รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีเดือน ก.ย.ที่ขยายตัวดีขึ้นขณะที่ราคา
น้ำมันตลาดโลกปิดตลาด 76.49 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.31 ดอลลาร์ หรือ 1.74% หลัง
นักลงทุนยังคาดว่า เฟด อาจจะอัดฉีดเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบการเงินของสหรัฐ
เพื่อหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชะงักงัน
บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยวันจันทร์ปรับขึ้นต่อ ตามแรงหนุน
จากเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้า ซึ่งน่าจะดำรงอยู่ต่อไปตามแนวโน้มการอ่อนค่าของสกุลเงิน
ดอลล่าร์ฯ (และการแข็งค่าของสกุลเงินเอเชียและเงินบาท) ทั้งนี้ดัชนีค่าเงินดอลล่าร์ฯ ร่วงทำจุด
ต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบ 8 เดือนหลังจากถ้อยแถลงของประธานเฟด เบน เบอร์นานกี เพิ่มโอกาสที่
เฟดจะออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (เรียกกันสั้นๆ ว่า QE) ในเร็วๆ นี้ โดยนายเบอร์นาน
กีแถลงว่าการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ช้ากว่าที่เฟดอยากให้เป็น และงบดุลของเฟดในปัจจุบันก็ยังเอื้อ
ให้ออกมาตรการช่วยเหลือได้โดยไม่เป็นอันตรายมากนัก คาดว่าภาพใหญ่ดังกล่าวจะหนุนแรงซื้อ
หุ้นใหญ่ต่อ ดัชนีฯ น่าจะขึ้นไปแถวๆ แนวต้าน 957-960 จุด อย่างไรก็ดี สำหรับสัปดาห์นี้หาก
ดัชนีฯ ทะลุ 960 ขึ้นไปจะเข้าสู่ช่วงอันตราย เนื่องจากจะซื้อขายที่ PB มากกว่า 1.7 เท่า ซึ่งสถิติ
ในอดีตชี้ว่าเป็นระดับที่จะมีแรงขายทำกำไรมาก นักลงทุนจึงควรเทรดด้วยความระมัดระวัง ส่วน
ปัจจัยการเมืองในวันนี้น่าติดตาม โดยศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง (พรรค
ประชาธิปัตย์) ในคดีเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท เป็นนัดแรกด้วย
กลยุทธ์ เล่นรายวันแนะขึ้นขาย-ลงซื้อกลับ หุ้นใหญ่ในกลุ่มแบงก์และพลังงานน่ามี
ช่วงเทรดเอา gap ได้ เช่น KTB*, PTTCH*, SCC*, BANPU* และ AOT* เป็นต้น ส่วน
พอร์ตลงทุนแนะถือหุ้นหลักต่อไปเพื่อรอติดตามสถานการณ์ภายนอกต่อไป
ณ เวลา 10.01 น. SET Index อยู่ที่ 960.23 จุด เพิ่มขึ้น 8.33 จุด หรือ 0.88%
มูลค่าการซื้อขาย 2,318.44 ล้านบาท
เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/09/10 เวลา 10:05:33
TISCO-BBL กำไรหดเพราะไม่มีบุ๊คกำไรพิเศษ
โบรกฯ เผยงบแบงก์ Q3/53 ส่วนใหญ่เติบโตต่อเนื่อง ชี้ TISCO-BBL กำไรหด เพราะ
ไม่มีบุ๊คกำไรพิเศษ
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ ASP ได้ทยอยทำประมาณการกำไรของหุ้น ธ.พ.
ไปแล้ว 4 แห่ง พบว่าส่วนใหญ่มีแนวโน้มผลกำไรจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากงวดก่อนหน้า ได้
รับแรงหนุนจากการขยายสินเชื่อตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ เรียงลำดับการเติบโต
จากมากไปน้อยคือ SCB(FV@B120), BBL(FV@B185), TISCO(FV@B41) และ KTB
(FV@B19)
แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณากำไรสุทธิ ซึ่งได้รวมรายการพิเศษ พบว่ามี ธ.พ. บาง
แห่ง ผลกำไรสุทธิหดตัวจากงวดก่อนหน้า เพราะในงวด 2Q53 มีการรายงานกำไรจากรายการ
พิเศษไว้มาก เช่น TISCO งวดที่แล้วรับรู้รายได้จากค่าที่ปรึกษาในการขายหุ้น SCIB 140 ล้าน
บาท และกำไรจากการขาย NPA 100 ล้านบาท ตามมาด้วย BBL (FV@B185) เพราะในงวด
ที่แล้วมีกำไรจากการขายหุ้น ACL กว่า 2 พันล้านบาท โดยสรุปคาดว่าผลกำไรจากการดำเนิน
งานในงวด 3Q53 ของ ธ.พ. น่าจะดีขึ้นจากสินเชื่อที่เติบโต และ NIM น่าจะดีขึ้นตามแนวโน้ม
ดอกเบี้ยขาขึ้น โดยหุ้น Top picks คือ TCAP, BBL
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/09/10 เวลา 9:59:30
ไม่มีบุ๊คกำไรพิเศษ
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ ASP ได้ทยอยทำประมาณการกำไรของหุ้น ธ.พ.
ไปแล้ว 4 แห่ง พบว่าส่วนใหญ่มีแนวโน้มผลกำไรจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากงวดก่อนหน้า ได้
รับแรงหนุนจากการขยายสินเชื่อตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ เรียงลำดับการเติบโต
จากมากไปน้อยคือ SCB(FV@B120), BBL(FV@B185), TISCO(FV@B41) และ KTB
(FV@B19)
แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณากำไรสุทธิ ซึ่งได้รวมรายการพิเศษ พบว่ามี ธ.พ. บาง
แห่ง ผลกำไรสุทธิหดตัวจากงวดก่อนหน้า เพราะในงวด 2Q53 มีการรายงานกำไรจากรายการ
พิเศษไว้มาก เช่น TISCO งวดที่แล้วรับรู้รายได้จากค่าที่ปรึกษาในการขายหุ้น SCIB 140 ล้าน
บาท และกำไรจากการขาย NPA 100 ล้านบาท ตามมาด้วย BBL (FV@B185) เพราะในงวด
ที่แล้วมีกำไรจากการขายหุ้น ACL กว่า 2 พันล้านบาท โดยสรุปคาดว่าผลกำไรจากการดำเนิน
งานในงวด 3Q53 ของ ธ.พ. น่าจะดีขึ้นจากสินเชื่อที่เติบโต และ NIM น่าจะดีขึ้นตามแนวโน้ม
ดอกเบี้ยขาขึ้น โดยหุ้น Top picks คือ TCAP, BBL
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/09/10 เวลา 9:59:30
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)